เกิดอะไรขึ้นกับราคาทองคำ: เส้นทาง ปัจจัยพื้นฐาน และบทเรียน
ทองคำไม่ได้เป็นเพียงกราฟราคา แต่คือเครื่องชี้วัดสภาพคล่องทั่วโลก ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน และระดับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากราคาพุ่งขึ้น 52% ตั้งแต่ต้นปี 2025 โลหะมีค่านี้เพิ่งผ่านช่วงปรับฐาน 9% ภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่พุ่งขึ้น 19% ตลอดเดือนตุลาคม และฟื้นกลับมาอีกประมาณ 4% ในไม่กี่วันต่อมา แม้จะมีความผันผวน แต่พื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง: การซื้อทองคำของธนาคารกลางเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (1,080 ตันในเก้าเดือนแรกของปี เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปี 2022), อัตราผลตอบแทนพันธบัตรแท้จริงของสหรัฐฯ อายุ 10 ปีติดลบอยู่ที่ -0.8%, และกระแส “ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์” ทำให้ทองคำมีสัดส่วนถึง 18% ของทุนสำรองประเทศตลาดเกิดใหม่ (จาก 11% ในปี 2018) รายงานนี้ช่วยอธิบายความเคลื่อนไหวล่าสุดในภาพระยะยาว วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และสรุปบทเรียนจากอดีตเพื่อวางแนวทางการลงทุนอย่างเป็นระบบ.
เส้นทางและบริบทของราคาทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากการขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 โดยลดลงราว 9% ภายในสามวัน ซึ่งเป็นการปรับฐานตามธรรมชาติในตลาดที่ร้อนแรงมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มหลัก ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 19% ตลอดเดือนตุลาคม ก่อนจะฟื้นตัวราว 4% ภายในสองวันหลังการปรับฐาน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมองว่าแนวโน้มขาขึ้นยังไม่จบลง.
การเคลื่อนไหวนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยระยะสั้นหลายประการ เช่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 2.1% ภายใน 4 วันหลังความคืบหน้าข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน การโยกย้ายเงินทุนไปยังตลาดหุ้น (Nasdaq เพิ่มขึ้น 3.4% ในช่วงเดียวกัน) และการปิดสถานะซื้อเก็งกำไรจำนวนมากในตลาด COMEX ที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 680,000 สัญญา หลังจากนั้น ปริมาณสถานะเปิดลดลง 11% และโครงสร้างสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากลับสู่ภาวะ contango ปกติ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นสัญญาณของการรีเซ็ตพลังตลาด.
แรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลัง
เพื่อเข้าใจการเคลื่อนไหวของทองคำ ต้องแยกออกเป็นสามชั้น: ระดับระยะยาว (แนวโน้มเชิงโครงสร้าง), ระดับวัฏจักร (ตามรอบเศรษฐกิจ) และระดับระยะสั้น (ปัจจัยเชิงกลยุทธ์). แต่ละชั้นมีอิทธิพลต่างกันในแต่ละช่วงเวลา และเมื่อนำมารวมกันจึงสร้างภาพใหญ่ของตลาดทองคำโลก.
ระดับระยะยาว: แนวโน้ม “ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์” และการเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของประเทศเกิดใหม่
ระดับวัฏจักร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงติดลบและเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าระดับเป้าหมายของธนาคารกลาง
ระดับระยะสั้น: การปรับสถานะการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าและการไหลของเงินทุนระหว่างสินทรัพย์
เมื่อมองจากมุมมองทางเทคนิค นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 3,850–3,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดสะสมระยะสั้น ในขณะที่โซน 4,100–4,150 ดอลลาร์เป็นพื้นที่ทำกำไรบางส่วน หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม ราคาทองคำอาจขยับสู่ช่วง 4,250–4,300 ดอลลาร์.
สัญญาณที่ควรจับตา
ดัชนีดอลลาร์ (DXY): การผ่านระดับ 108.50 อาจบ่งชี้การปรับฐานต่อเนื่อง
การไหลเข้าของกองทุน ETF ทองคำ: เป็นตัวชี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน
ผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตร: ยิ่งติดลบมาก ยิ่งหนุนราคาทองคำ
โดยสรุป การปรับฐานครั้งล่าสุดถือเป็นการพักตัวเชิงเทคนิคมากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มหลัก แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจระยะยาวยังคงสนับสนุนให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและเป็นที่ต้องการในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง.
ปัจจัยพื้นฐานระยะยาว
ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนสามประการ ได้แก่ (1) ความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลก, (2) ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงอยู่ในแดนลบ, และ (3) แนวโน้มลดการถือครองเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้เป็นรากฐานที่ทำให้ราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นในระยะยาว.
บทบาทของธนาคารกลาง
ในปีนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวมกว่า 1,080 ตัน ซึ่งมากกว่าปี 2022 ถึง 28% จีนและอินเดียคิดเป็นกว่า 60% ของปริมาณทั้งหมด การซื้อทองคำในระดับสูงแบบนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเก็งกำไร แต่เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากระบบการเงินและเพิ่มความมั่นคงในทุนสำรองของประเทศ.
ทองคำไม่ใช่หนี้สินของใคร จึงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยธรรมชาติ
ใช้เป็นหลักประกันในตลาดการเงินได้ทั่วโลก
ช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินในประเทศช่วงที่ตลาดผันผวน
อัตราผลตอบแทนจริงและค่าเงินดอลลาร์
เมื่ออัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่า 3% และเฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงยังคงอยู่ในแดนลบ ซึ่งหมายความว่าการถือทองคำแทบไม่มีต้นทุนโอกาส ผลลัพธ์คือราคาทองคำได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนตัวลง.
ทุกการลดลง 0.1% ของอัตราผลตอบแทนแท้จริง อาจดันราคาทองคำขึ้น 80–120 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าพร้อมกับอัตราผลตอบแทนลดลง ราคาทองคำมักทำจุดสูงสุดใหม่
การจัดพอร์ตการลงทุนและความเสี่ยง
สำหรับนักลงทุนรายใหญ่และ family office การถือทองคำ 10–12% ของพอร์ตถือเป็นระดับที่เหมาะสม ช่วยลดความผันผวนโดยรวมและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ กลยุทธ์ที่นิยมคือซื้อเพิ่มเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณ 3,850–3,880 ดอลลาร์ และใช้สัญญา option call เพื่อบริหารความเสี่ยงฝั่งขาขึ้นโดยไม่ต้องลดการถือครองหลัก.
ถือทองคำจริงหรือ ETF สำหรับการป้องกันความเสี่ยงระยะยาว
ใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าขนาดเล็ก (micro futures) สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น
ตั้งจุดทำกำไรและจุดหยุดขาดทุนอย่างมีวินัยเพื่อควบคุมความเสี่ยง
โดยรวมแล้ว ราคาทองคำมีโอกาสไปต่อมากกว่าถอยหลัง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ ผลตอบแทนพันธบัตรต่ำ และความตึงเครียดทางการเมืองยังคงสูง.
บทเรียนจากอดีตและแนวโน้มข้างหน้า
ตลาดทองคำมี “ความทรงจำทางประวัติศาสตร์” ที่ชัดเจน ในแต่ละรอบขาขึ้น มักจะมีช่วงพักฐานระยะสั้นเพื่อรีเซ็ตแรงซื้อ ก่อนเข้าสู่รอบใหม่ของการปรับตัวขึ้นในระยะยาว ตัวอย่างในอดีตชี้ให้เห็นรูปแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีก: การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการปรับฐาน แล้วกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่.
ตัวอย่างจากอดีต
ปี 1974–1976: หลังจากราคาทองคำพุ่งขึ้นสองเท่าในช่วงเงินเฟ้อสูง มันลดลง 47% ก่อนจะกลับมาทำสถิติใหม่ในปี 1980
ปี 2008: ในวิกฤตการเงินโลก ราคาทองคำร่วงกว่า 30% ก่อนจะกลับมาทำสถิติสูงสุดในปี 2011
ปี 2020: หลังทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาลดลงสู่ 1,760 ดอลลาร์ ก่อนจะกลับมาทำสถิติใหม่ในปี 2023–2025
สิ่งที่เราคาดหวังได้
รูปแบบของปี 2025 คล้ายกับรอบขาขึ้นในอดีต ราคาพุ่งขึ้นเร็ว ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นชั่วคราว นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไร แล้วตลาดปรับฐานก่อนจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวใหม่ หากเฟดลดดอกเบี้ยตามคาดในเดือนธันวาคม ราคาทองคำมีโอกาสกลับขึ้นสู่ 4,250–4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์.
สถานการณ์หลัก (70%): ราคาคงที่ระหว่างระดับ 38.2–50% ของรอบเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน ก่อนดีดกลับขึ้นต่อ
สถานการณ์รอง (30%): หากดัชนีดอลลาร์ทะลุ 108.50 ราคาทองคำอาจปรับลงต่อไปถึงแนวรับ 3,720 ดอลลาร์
มุมมองใหม่ของทองคำ
ทองคำเริ่มมีบทบาทใหม่ในระบบการเงินยุคดิจิทัล การใช้ทองคำเป็นหลักประกันในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล (tokenization) และการชำระบัญชีแบบเรียลไทม์ ทำให้ทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์สะสม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินสมัยใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างธนาคารกลาง บริษัทฟินเทค และตลาดทุน.
ทองคำอาจกลายเป็นสินทรัพย์หลักประกันที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก
การเชื่อมโยงทองคำกับเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนธุรกรรม
ระบบการจัดเก็บทองคำแบบมีการจัดสรร (allocated custody) จะได้รับความนิยมสูงขึ้นในกลุ่มสถาบันการเงิน
สรุปได้ว่า ตราบใดที่ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงยังติดลบ และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยยังสูง การปรับฐานในราคาทองคำควรถูกมองว่าเป็น “โอกาสในการเข้าซื้อ” มากกว่า “จุดสิ้นสุดของรอบขึ้นราคา”.