Home » การลงทุน »

ทำความเข้าใจเกณฑ์มาตรฐานการลงทุน

เกณฑ์มาตรฐานช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลตอบแทนและจัดการพอร์ตโฟลิโอ

เกณฑ์มาตรฐานการลงทุน คือมาตรฐานหรือจุดอ้างอิงที่ใช้ประเมินผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนใช้เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้เพื่อพิจารณาว่าการลงทุนของตนมีประสิทธิภาพเพียงใดเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมหรือตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยทั่วไปเกณฑ์มาตรฐานจะประกอบด้วยดัชนีตลาดหรือตัวชี้วัดเฉพาะที่สะท้อนถึงวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของกลยุทธ์การลงทุนนั้นๆ

เกณฑ์มาตรฐานมีบทบาทสำคัญในการลงทุนทุกประเภท ตั้งแต่กองทุนรวมและกองทุนป้องกันความเสี่ยง ไปจนถึงบัญชีเงินเกษียณส่วนบุคคลและพอร์ตการลงทุนของสถาบัน การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม ช่วยให้นักลงทุนได้รับข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ ผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงแล้วเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ และเป้าหมายการลงทุนยังคงสอดคล้องกับสภาวะตลาดหรือไม่

ตัวอย่างเกณฑ์มาตรฐานการลงทุนทั่วไป ได้แก่:

  • ดัชนี S&P 500: มักใช้กับพอร์ตหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
  • ดัชนี FTSE 100: เกณฑ์มาตรฐานสำหรับการลงทุนในหุ้นในสหราชอาณาจักร
  • ดัชนี MSCI World: ใช้สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นทั่วโลก
  • ดัชนี Barclays Global Aggregate Bond: มักใช้กับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้
  • ดัชนี Russell 2000: มุ่งเน้นไปที่หุ้นขนาดเล็กของสหรัฐอเมริกา ตราสารทุน

เกณฑ์มาตรฐานเป็นกลไกในการติดตามประสิทธิผลของการตัดสินใจลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม หากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม การประเมินว่าผลตอบแทนนั้นเกิดจากทักษะ โชค หรือปัจจัยภายนอกตลาดจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้น เกณฑ์มาตรฐานจึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับการประเมินและตัดสินใจลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

เกณฑ์มาตรฐานเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ให้วิธีการที่สอดคล้องและเป็นกลาง ในการประเมินผลการดำเนินงานการลงทุนในสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่หลากหลาย เกณฑ์มาตรฐานที่เชื่อถือได้มีวัตถุประสงค์หลักหลายประการ ดังนี้

1. การวัดผลการดำเนินงาน

การใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนที่สุดคือการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนหรือกลยุทธ์การลงทุนนั้นๆ การเปรียบเทียบผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนกับเกณฑ์มาตรฐาน ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินได้ว่าการลงทุนนั้นให้ผลตอบแทนดีกว่า ต่ำกว่า หรือสอดคล้องกับกลุ่มตลาดที่ต้องการสะท้อน

ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนในสหราชอาณาจักรถือกองทุนรวมหุ้นในประเทศ ดัชนี FTSE 100 หรือ FTSE All-Share อาจใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม หากกองทุนให้ผลตอบแทน 7% ในขณะที่ดัชนีเพิ่มขึ้น 9% กองทุนนั้นจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ผลตอบแทน 10% หมายความว่าผลตอบแทนเชิงรุกที่เป็นบวก 1% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน

2. การประเมินความเสี่ยงและความผันผวน

เกณฑ์มาตรฐานช่วยประเมินความเสี่ยงโดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์การลงทุน การเปรียบเทียบความผันผวนหรือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกองทุนกับเกณฑ์มาตรฐานจะบ่งบอกถึงความผันแปรของผลตอบแทนที่พอร์ตโฟลิโอแสดงออกมา นอกจากนี้ การประเมินตัวชี้วัดที่ปรับตามความเสี่ยงแล้ว เช่น อัตราส่วนชาร์ป หรืออัตราส่วนข้อมูล เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ยังช่วยชี้แจงว่าผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่

3. การจัดวางกลยุทธ์การลงทุน

เกณฑ์มาตรฐานช่วยให้มั่นใจว่าผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอยังคงปฏิบัติตามกลยุทธ์การลงทุนที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น กองทุนที่ติดป้ายว่าเป็นกองทุน “กองทุนเติบโตขนาดใหญ่” ควรใช้เกณฑ์มาตรฐานกับดัชนีที่เหมาะสม เช่น ดัชนี Russell 1000 Growth การเปรียบเทียบช่วยตรวจสอบว่าผู้จัดการกองทุนปฏิบัติตามรูปแบบการลงทุนและปรัชญาการลงทุนที่สัญญาไว้กับนักลงทุนหรือไม่

4. การตั้งความคาดหวังที่สมเหตุสมผล

นักลงทุนสามารถใช้เกณฑ์มาตรฐานเพื่อกำหนดความคาดหวังผลการดำเนินงานที่สมเหตุสมผลได้ หากข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของดัชนีใดดัชนีหนึ่งอยู่ที่ 7% นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่ากองทุนที่ผูกกับดัชนีนั้นจะสร้างผลตอบแทนได้ 15% ต่อปี ดังนั้นเกณฑ์มาตรฐานจึงช่วยลดความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล และให้บริบทเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในอดีตและอนาคต

5. เหตุผลของค่าธรรมเนียม

ผู้จัดการกองทุนแบบ Active มักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าออปชันแบบ Passive เช่น ETF หรือกองทุนดัชนี เกณฑ์มาตรฐานมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินว่ากลยุทธ์แบบ Active ของผู้จัดการกองทุนนั้นคุ้มค่ากับต้นทุนเหล่านี้หรือไม่ หากกองทุนมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่องหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้ว นักลงทุนอาจเลือกเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกการติดตามดัชนีที่มีต้นทุนต่ำกว่า

การลงทุนช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาว โดยการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร กองทุน อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่การลงทุนก็มีความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาด ความเสี่ยงในการสูญเสียเงินทุน และผลตอบแทนที่ลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ

การลงทุนช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาว โดยการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร กองทุน อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่การลงทุนก็มีความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาด ความเสี่ยงในการสูญเสียเงินทุน และผลตอบแทนที่ลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ

การเลือกเกณฑ์มาตรฐานที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการประเมินผลการดำเนินงานที่แม่นยำ เกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมควรสะท้อนถึงวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ ประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค และระดับความเสี่ยงของการลงทุน ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณามีดังนี้:

1. ความเกี่ยวข้องกับประเภทสินทรัพย์

เกณฑ์มาตรฐานต้องอยู่ในประเภทสินทรัพย์เดียวกันกับการลงทุน กองทุนรวมหุ้นควรใช้ดัชนีหุ้น เช่น ดัชนี MSCI Emerging Markets สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้อาจสอดคล้องกับดัชนี Bloomberg Barclays Aggregate Bond Index การใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ไม่ตรงกัน (เช่น การเปรียบเทียบกองทุนรวมตราสารหนี้กับดัชนีหุ้น) อาจทำให้สรุปผลการลงทุนได้ผิดพลาด

2. รูปแบบการลงทุนและเงินทุน

รูปแบบการลงทุน (เช่น มูลค่าเทียบกับการเติบโต กองทุนรวมหุ้นขนาดเล็กเทียบกับกองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่) จำเป็นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานที่ปรับแต่งให้เหมาะสม กองทุนรวมหุ้นขนาดเล็กควรได้รับการเปรียบเทียบกับดัชนีมูลค่าหุ้นขนาดเล็ก เช่น ดัชนี Russell 2000 Value Index การใช้ดัชนีที่ไม่เหมาะสม เช่น S&P 500 จะทำให้การประเมินบิดเบือน เนื่องจากครอบคลุมหุ้นและลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

3. ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์

กองทุนเฉพาะภูมิภาคควรมีการเปรียบเทียบกับดัชนีที่เป็นตัวแทนของภูมิศาสตร์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น พอร์ตโฟลิโอหุ้นที่เน้นญี่ปุ่นอาจเปรียบเทียบกับดัชนี Nikkei 225 หรือดัชนี MSCI Japan วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงตามตลาดจะได้รับการพิจารณาควบคู่ไปกับผลการดำเนินงาน

4. เกณฑ์มาตรฐานแบบกำหนดเองและดัชนีผสม

นักลงทุนสถาบันบางรายหรือพอร์ตโฟลิโอที่ซับซ้อนใช้เกณฑ์มาตรฐานแบบกำหนดเองหรือแบบผสมผสาน ซึ่งอาจรวมถึงการผสมผสานดัชนีตามสัดส่วนการจัดสรรสินทรัพย์ของการลงทุน สำหรับพอร์ตโฟลิโอแบบสมดุลที่มีหุ้น 60% และพันธบัตร 40% เกณฑ์มาตรฐานแบบผสมผสานจะรวมดัชนีหุ้นและดัชนีพันธบัตร เกณฑ์มาตรฐานแบบผสมนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบองค์รวม

5. ลงทุนได้และโปร่งใส

เกณฑ์มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพควรสามารถลงทุนได้ (กล่าวคือ สามารถสร้างพอร์ตการลงทุนแบบ Passive ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ดังกล่าวได้ในเชิงทฤษฎี) และควรมีข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน การจัดองค์ประกอบ และการปรับสมดุลที่พร้อมใช้งาน ดัชนีอย่าง FTSE, S&P และ MSCI มักถูกใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และความสอดคล้องของข้อมูลในอดีต

6. ระเบียบวิธีวิจัยที่มีเสถียรภาพ

เกณฑ์มาตรฐานควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกันสำหรับการรวม การถ่วงน้ำหนัก และการปรับสมดุล การเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีวิจัยที่สำคัญอาจทำให้การเปรียบเทียบแบบปีต่อปีมีความหมายน้อยลง นักลงทุนควรตรวจสอบเป็นประจำว่าโครงสร้างของเกณฑ์มาตรฐานยังคงสอดคล้องกับการออกแบบพอร์ตการลงทุนของตน

7. การหลีกเลี่ยงการใช้เกณฑ์มาตรฐานมากเกินไป

บางครั้งอาจมีความพยายามที่จะเปรียบเทียบกับดัชนีที่ก้าวร้าวมากขึ้น เพื่อพยายามทำให้ดัชนีที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเกณฑ์ดูดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ปกปิดโปรไฟล์ความเสี่ยงที่แท้จริงของพอร์ตโฟลิโอ และบั่นทอนการประเมินที่มีความหมาย การรักษาความสอดคล้องระหว่างเกณฑ์มาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ จะช่วยให้การวิเคราะห์มีความถูกต้องและครบถ้วน

โดยสรุป การเลือกเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแต่สำหรับการประเมินผลการดำเนินงานในอดีตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกำหนดความคาดหวังในอนาคตอย่างมีเหตุผล การปฏิบัติตามข้อกำหนดการลงทุน และการรับรู้เมื่อกลยุทธ์จำเป็นต้องปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เมื่อใช้เกณฑ์มาตรฐานอย่างชาญฉลาด เกณฑ์มาตรฐานจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถนำทางตลาดการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างมั่นใจและชัดเจน

ลงทุนตอนนี้ >>