Home » สินค้าโภคภัณฑ์ »

อธิบาย OPEN INTEREST: หมายความว่าอย่างไรสำหรับผู้ซื้อขาย

ทำความเข้าใจว่าความสนใจแบบเปิดให้เข้าใจแนวโน้มของตลาดได้อย่างไร

Open Interest เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดฟิวเจอร์สและออปชัน หมายถึงจำนวนสัญญาคงค้างทั้งหมดที่ยังคงมีผลบังคับใช้และยังไม่ได้ชำระราคา กล่าวโดยง่ายคือ สัญญาเหล่านี้ถูกซื้อหรือขายแล้วแต่ยังไม่ปิดโดยธุรกรรมหักล้างหรือเมื่อส่งมอบ

Open Interest แตกต่างจาก Volume ซึ่งวัดจำนวนสัญญาที่ซื้อขายในช่วงเวลาหนึ่ง โดย Open Interest สะท้อนถึงจำนวนสถานะเปิดที่แท้จริงในตลาด ณ เวลานั้น โดยทั่วไปแล้ว สัญญา Open Interest แต่ละสัญญาจะมีคู่สัญญาสองฝ่าย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนั้นจำนวน Open Interest จะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ซื้อและผู้ขายรายใหม่เข้าทำสัญญา และจะลดลงเมื่อทั้งสองฝ่ายปิดสถานะของตน

ตัวอย่างเช่น หากเทรดเดอร์ A ซื้อสัญญาฟิวเจอร์สหนึ่งฉบับจากเทรดเดอร์ B และทั้งคู่ไม่ได้ปิดสถานะ สถานะเปิดจะเท่ากับหนึ่ง หากเทรดเดอร์อีกสองคนทำเช่นเดียวกัน Open Interest จะเพิ่มขึ้นเป็นสอง แต่หากเทรดเดอร์ A ขายสัญญาให้กับเทรดเดอร์รายอื่นในภายหลัง และเทรดเดอร์ B ถอนสถานะ อัตราดอกเบี้ยเปิดจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่ว่าการถอนสัญญาจะหมายถึงการปิดสัญญาสุทธิ

อัตราดอกเบี้ยเปิดจะถูกอัปเดต ณ สิ้นวันซื้อขายของแต่ละวัน และมีบทบาทสำคัญในการวัดสภาพคล่องและประเมินความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคา โดยทั่วไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยเปิดที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่ามีเงินใหม่เข้ามาในตลาด ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเปิดที่ลดลงบ่งชี้ว่าเงินทุนกำลังออกจากตลาด

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าอัตราดอกเบี้ยเปิดมีผลเฉพาะกับตลาดฟิวเจอร์สและออปชันเท่านั้น ตลาดหุ้นและพันธบัตรไม่มีตัวชี้วัดอัตราดอกเบี้ยเปิด เทรดเดอร์หุ้นอาจพิจารณาตัวชี้วัดทางเทคนิคต่างๆ เพื่อประเมินกิจกรรมของตลาด ในขณะที่เทรดเดอร์ตราสารอนุพันธ์มักดูตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเปิดเพื่อประเมินสถานะตลาดได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว อัตราดอกเบี้ยเปิดเป็นตัวบ่งชี้ที่มีประโยชน์สำหรับการตีความกิจกรรมของตลาด ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดโดยพิจารณาจากไม่เพียงแต่ราคาและปริมาณการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคงอยู่ของสัญญาในตลาดด้วย

การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเปิด (Open Interest) อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของตลาดและการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์มักศึกษาทิศทางและขนาดของความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยเปิดควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขาย เพื่อสร้างภาพรวมที่สมบูรณ์ของสถานะตลาด

เมื่ออัตราดอกเบี้ยเปิดเพิ่มขึ้น แสดงว่ากำลังมีการเพิ่มสถานะใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งมักถูกตีความว่าเป็นการยืนยันแนวโน้มที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ราคาที่สูงขึ้นพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยเปิดที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งในทิศทางขาขึ้นและเงินทุนไหลเข้าตลาด ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยเปิดที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในทิศทางขาลง ซึ่งสนับสนุนให้แนวโน้มขาลงดำเนินต่อไป

ในทางกลับกัน การลดลงของอัตราดอกเบี้ยเปิดหมายถึงการปิดสถานะ และอาจบ่งบอกถึงการกลับตัวหรือการอ่อนตัวของแนวโน้มปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น หากอัตราดอกเบี้ยเปิดลดลงในขณะที่ราคาเพิ่มขึ้น อาจบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของสถานะ Short Covering มากกว่าจะเป็นสัญญาณขาขึ้นที่แท้จริง ในทำนองเดียวกัน สถานะเปิดที่ลดลงในช่วงที่ราคาลดลงอาจบ่งชี้ถึงการชำระบัญชีแบบ long แทนที่จะเป็นการเพิ่มสถานะ short ใหม่

ด้านล่างนี้คือสถานการณ์ทั่วไปและการตีความ:

  • ราคาขึ้น สถานะเปิดเพิ่มขึ้น: การยืนยันแนวโน้มขาขึ้น สถานะ long ใหม่กำลังเข้าสู่ตลาด
  • ราคาขึ้น สถานะเปิดลดลง: การปิดสถานะ short ไม่ใช่สัญญาณขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
  • ราคาลง สถานะเปิดเพิ่มขึ้น: การยืนยันแนวโน้มขาลง สถานะ short ใหม่กำลังสร้างสถานะ
  • ราคาลง สถานะเปิดลดลง: การชำระบัญชีแบบ long แนวโน้มอาจอ่อนตัวลง

สิ่งสำคัญคืออย่าพึ่งพาสถานะ open เพียงอย่างเดียว การผสานรวมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐานอื่นๆ จะทำให้ได้มุมมองที่แม่นยำยิ่งขึ้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยแบบเปิดจะไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ช่วยเพิ่มบริบทให้กับข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายที่มีอยู่

นอกจากนี้ เทรดเดอร์ยังตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยแบบเปิดสำหรับราคาใช้สิทธิหรือวันหมดอายุที่เฉพาะเจาะจงในตลาดออปชัน การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยแบบเปิด ณ ราคาใช้สิทธิหนึ่งๆ อาจบ่งชี้ว่าเทรดเดอร์คาดหวังว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะเคลื่อนตัวไปยังราคาใช้สิทธินั้นก่อนวันหมดอายุ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงระดับแนวรับหรือแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว การทำความเข้าใจถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยแบบเปิดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และช่วยให้เทรดเดอร์คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในตลาดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และโลหะอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้กระจายพอร์ตการลงทุนและป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ แต่ก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากความผันผวนของราคา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะช็อกจากอุปสงค์และอุปทาน สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน ความเข้าใจในปัจจัยขับเคลื่อนตลาด และลงทุนด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณเท่านั้น

สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และโลหะอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้กระจายพอร์ตการลงทุนและป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ แต่ก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากความผันผวนของราคา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะช็อกจากอุปสงค์และอุปทาน สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน ความเข้าใจในปัจจัยขับเคลื่อนตลาด และลงทุนด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณเท่านั้น

การทำความเข้าใจว่าเหตุใดอัตราดอกเบี้ยเปิดจึงมีความสำคัญเป็นกุญแจสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการสำรวจตลาดตราสารอนุพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวชี้วัดนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกิจกรรมของตลาด สภาพคล่อง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความยั่งยืนของแนวโน้มราคา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างหรือจัดการกลยุทธ์การซื้อขาย

ประการแรกและสำคัญที่สุด อัตราดอกเบี้ยเปิดช่วยเพิ่มความลึกซึ้งให้กับการวิเคราะห์ทางเทคนิค แม้ว่าราคาและปริมาณการซื้อขายจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการตัดสินใจซื้อขาย แต่อัตราดอกเบี้ยเปิดยังช่วยเพิ่มมิติของข้อมูลเชิงลึกอีกมิติหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยเปิดแสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมตลาดกำลังเพิ่มหรือปิดสถานะของตน ซึ่งช่วยระบุจุดแข็งหรือจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นของแนวโน้ม

จากมุมมองของสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยเปิดที่สูงขึ้นมักสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของตลาดที่มากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าหรือออกจากสถานะโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว ตลาดที่มีสภาพคล่องเป็นที่ต้องการมากกว่า เนื่องจากมีส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขายที่แคบลง ต้นทุนการทำธุรกรรมที่ต่ำลง และคุณภาพการดำเนินการที่ดีขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น อัตราดอกเบี้ยเปิดยังช่วยให้เทรดเดอร์ระบุระดับแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นได้ ในตลาดออปชัน การสะสมอัตราดอกเบี้ยเปิดจำนวนมาก ณ ราคาใช้สิทธิ (sight price) ที่เฉพาะเจาะจง อาจเป็นอุปสรรคทางจิตวิทยาหรืออุปสรรคที่แท้จริงต่อการเคลื่อนไหวของราคา ตัวอย่างเช่น การสะสมอัตราดอกเบี้ยเปิดจำนวนมากที่ระดับราคาใช้สิทธิ 1500 ของออปชันดัชนีหุ้น อาจทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กหรืออุปสรรคต่อราคาของสินทรัพย์อ้างอิงเมื่อใกล้ถึงวันหมดอายุ

นักลงทุนสถาบันยังใช้อัตราดอกเบี้ยเปิดเพื่อประเมินพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มใหญ่หรือแรงกดดันจากการเก็งกำไรในตลาด การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเปิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย อาจส่งสัญญาณว่าตลาดมีความเสี่ยงจากสถานะการซื้อขายที่แออัด ซึ่งอาจนำไปสู่การกลับตัวอย่างรุนแรงหากความเชื่อมั่นเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

นอกจากนี้ การทำความเข้าใจแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเปิดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น การที่ทั้งราคาและอัตราดอกเบี้ยเปิดลดลงอย่างรวดเร็ว อาจเป็นการเตือนให้เทรดเดอร์ลดความเสี่ยงหรือลดระดับจุดตัดขาดทุน ที่สำคัญไม่แพ้กัน การรับรู้เมื่ออัตราดอกเบี้ยเปิด (Open Interest) สูงเกินไป (Overstretch) สามารถช่วยคาดการณ์ช่วงเวลาที่มีความผันผวนได้

โดยสรุป อัตราดอกเบี้ยเปิดทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้หลายแง่มุมที่ช่วยเสริมเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ ด้วยการให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเทรดเดอร์แบบเรียลไทม์และความเชื่อมั่นของตลาด อัตราดอกเบี้ยเปิดจึงกลายเป็นตัวชี้วัดที่ขาดไม่ได้สำหรับเทรดเดอร์ฟิวเจอร์สและออปชันที่มุ่งมั่นที่จะตัดสินใจลงทุนอย่างแม่นยำและมีข้อมูลครบถ้วน

ลงทุนตอนนี้ >>