Home » หุ้น »

อธิบายการลื่นไถลในการซื้อขายหุ้น

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความลื่นไถลและผลกระทบต่อการซื้อขายหุ้น รวมถึงตัวอย่าง สาเหตุ และกลยุทธ์การป้องกัน

ทำความเข้าใจ Slippage ในการซื้อขายหุ้น

Slippage เป็นปรากฏการณ์ที่พบบ่อยในการซื้อขายหุ้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการดำเนินการคำสั่งซื้อขายในราคาที่ต่างจากที่คาดการณ์ไว้ ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความผันผวนของตลาด ความเร็วในการดำเนินการคำสั่งซื้อขาย และสภาพคล่องที่มีอยู่ Slippage อาจส่งผลกระทบทั้งทางลบและทางบวกต่อการซื้อขาย แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเทรดเดอร์จะจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อหรือได้รับน้อยลงเมื่อขาย

เพื่อให้เข้าใจ Slippage ได้ดียิ่งขึ้น จำเป็นต้องพิจารณาวิธีการทำงานของคำสั่งซื้อขายตามราคาตลาดและคำสั่งซื้อขายตามราคาตลาด คำสั่งซื้อขายตามราคาตลาดจะดำเนินการทันทีในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ในขณะที่คำสั่งซื้อขายตามราคาตลาดจะกำหนดขอบเขตราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า Slippage มักเกิดขึ้นกับคำสั่งซื้อขายตามราคาตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวเร็วหรือตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งราคาเสนอซื้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วระหว่างเวลาที่ส่งคำสั่งซื้อขายและเวลาที่คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการ

ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์อาจวางคำสั่งซื้อขายตามราคาตลาดสำหรับหุ้นที่ซื้อขายที่ 100 ปอนด์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแรงซื้อฉับพลันหรือความล่าช้าในการดำเนินการ คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการที่ราคา 101 ปอนด์ ส่งผลให้เกิดการลื่นไถล (Slippage) ที่ 1 ปอนด์ เช่นเดียวกันสำหรับฝั่งขาย ซึ่งการคาดการณ์การขายอาจต่ำกว่าราคาที่ดำเนินการจริง

Slippage วัดเป็นค่าสัมบูรณ์ (ส่วนต่างราคา) หรือเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับราคาที่คาดการณ์ไว้ สำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ความถี่สูง การติดตาม Slippage ถือเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์การซื้อขายและการจัดการต้นทุนการทำธุรกรรม

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ Slippage ไม่ได้ส่งผลเสียเสมอไป บางครั้งการซื้อขายดำเนินการในราคาที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเรียกว่า Slippage เชิงบวก อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงคำนี้กับ Slippage เชิงลบ ซึ่งการซื้อขายนั้นไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

ความน่าจะเป็นและความรุนแรงของ Slippage ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ขนาดคำสั่งซื้อขาย สภาพคล่องของตลาด ความผันผวน และความเร็วและประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Slippage จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ทุกประเภท ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากมีอิทธิพลโดยตรงต่อความแม่นยำของคำสั่งซื้อขายและการวิเคราะห์ต้นทุนการทำธุรกรรม

การรู้ว่า Slippage เกิดขึ้นเมื่อใดและเพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้น ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด และนำมาตรการป้องกันต่างๆ มาใช้ เช่น การใช้คำสั่ง Limit Order หรือการซื้อขายในช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด การลดความเสี่ยงจาก Slippage สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้มากขึ้นและประสิทธิภาพการซื้อขายโดยรวมที่ดีขึ้น

ปัจจัยเบื้องหลัง Slippage ในการซื้อขายหุ้น

ปัจจัยสำคัญหลายประการมีส่วนทำให้เกิด Slippage ระหว่างการซื้อขายหุ้น การรับรู้และเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความคลาดเคลื่อนของราคาที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น และนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนที่ไม่พึงประสงค์

1. ความผันผวนของตลาด

ตลาดที่มีความผันผวนสูงมักมีการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีการประกาศเศรษฐกิจสำคัญ เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายงานผลประกอบการ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ช่วงเวลาระหว่างการส่งคำสั่งซื้อขายและการดำเนินการซื้อขายอาจส่งผลให้เกิดความแตกต่างของราคาอย่างมาก ตัวอย่างเช่น หากมีข่าวที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในตลาด ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความไม่ตรงกับคำขอสั่งซื้อขาย

2. สภาพคล่องต่ำ

สภาพคล่อง หมายถึง ความสะดวกในการซื้อหรือขายสินทรัพย์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะ Slippage มักพบเห็นได้บ่อยในหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำ เนื่องจากมีผู้เข้าซื้อขายน้อยกว่าที่จะส่งคำสั่งซื้อขายตามราคาที่ระบุไว้ หากคำสั่งซื้อขายมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับปริมาณการซื้อขายปัจจุบัน ณ ราคาที่ต้องการ ระบบจะเลื่อนคำสั่งซื้อขายลงมาตามสมุดคำสั่งซื้อขาย ซึ่งมักส่งผลให้เกิดภาวะ Slippage

3. ประเภทคำสั่งซื้อขาย

ประเภทของคำสั่งซื้อขายมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดภาวะ Slippage คำสั่งซื้อขายในตลาดจะถูกดำเนินการในราคาที่ดีที่สุด ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาปัจจุบันเนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินการ ในทางกลับกัน คำสั่งจำกัด (Limit Order) จะดำเนินการที่ราคาหรือดีกว่าราคาที่กำหนดเท่านั้น จึงหลีกเลี่ยงภาวะ Slippage แต่ไม่มีการรับประกันการดำเนินการ เทรดเดอร์ที่กังวลเกี่ยวกับภาวะ Slippage มักนิยมใช้คำสั่งจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำหรือตลาดผันผวน

4. ความเร็วในการดำเนินการคำสั่งซื้อขาย

เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่โบรกเกอร์ใช้ส่งผลต่อความเร็วในการดำเนินการ ความล่าช้าในการประมวลผลหรือการกำหนดเส้นทางคำสั่งซื้อขายอาจส่งผลให้ตลาดเคลื่อนไหวเมื่อคำสั่งซื้อขายถึงตลาดแลกเปลี่ยน โบรกเกอร์ที่มีระบบการดำเนินการที่รวดเร็วกว่าจะมีโอกาสเกิดภาวะ Slippage น้อยกว่า เทรดเดอร์ความถี่สูงที่อาศัยการดำเนินการแบบความหน่วงต่ำเป็นพิเศษนั้นมีความอ่อนไหวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ

5. ขนาดของการซื้อขาย

การซื้อขายขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะเกิด Slippage มากขึ้น เนื่องจากอาจไม่ได้ดำเนินการในระดับราคาเดียว คำสั่งอาจครอบคลุมหลายระดับราคาในสมุดคำสั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายน้อย สำหรับเทรดเดอร์สถาบัน การแบ่งคำสั่งซื้อขายออกเป็นชุดย่อยๆ มักจะช่วยลด Slippage ให้น้อยที่สุด

6. การซื้อขายนอกเวลาทำการ

การซื้อขายนอกเวลาทำการปกติ หรือที่เรียกว่าการซื้อขายนอกเวลาทำการ จะเพิ่มโอกาสเกิด Slippage เนื่องจากสภาพคล่องที่ลดลง ในช่วงการซื้อขายเหล่านี้ ผู้เข้าร่วมน้อยลงและส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขายที่กว้างขึ้น อาจทำให้ราคาดำเนินการที่คาดการณ์ได้น้อยลง

การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ พวกเขาอาจปรับเปลี่ยนประเภทคำสั่ง ขนาดการซื้อขาย และช่วงเวลา หรือแม้แต่เลือกแพลตฟอร์มโบรกเกอร์เฉพาะที่มีโครงสร้างพื้นฐานการดำเนินการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากกว่า เมื่อรวมกันแล้ว การตัดสินใจเหล่านี้จะช่วยให้ควบคุมผลลัพธ์ทางการค้าได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อต้นทุนที่ไม่คาดคิด

หุ้นมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวและรายได้จากเงินปันผลโดยการลงทุนในบริษัทที่สร้างมูลค่าในระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างมากเนื่องมาจากความผันผวนของตลาด วัฏจักรเศรษฐกิจ และเหตุการณ์เฉพาะของบริษัท ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณเท่านั้น

หุ้นมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวและรายได้จากเงินปันผลโดยการลงทุนในบริษัทที่สร้างมูลค่าในระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างมากเนื่องมาจากความผันผวนของตลาด วัฏจักรเศรษฐกิจ และเหตุการณ์เฉพาะของบริษัท ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณเท่านั้น

กลยุทธ์ในการป้องกันและลด Slippage

แม้ว่า Slippage จะไม่สามารถกำจัดได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่มีความผันผวนสูง แต่ก็มีวิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าเทรดเดอร์สามารถนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้กลยุทธ์เชิงกลยุทธ์ผ่านเครื่องมือทางเทคนิคและแนวปฏิบัติในการเทรด จะช่วยให้สามารถรักษาผลกำไรจากการเทรดและคาดการณ์การดำเนินการเทรดได้ดีขึ้น

1. ใช้คำสั่ง Limit Order

การใช้คำสั่ง Limit Order เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการหลีกเลี่ยง Slippage คำสั่ง Limit Order จะกำหนดราคาสูงสุดหรือต่ำสุดสำหรับการซื้อหรือขาย เพื่อให้แน่ใจว่าการซื้อขายจะไม่เกิดขึ้นในราคาที่ต่ำกว่า หากตลาดไม่เคยไปถึงระดับที่ต้องการ การซื้อขายอาจไม่สำเร็จ แต่จะช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดการดำเนินการราคาที่ไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างความแน่นอนในการดำเนินการและการควบคุมราคา แต่คำสั่ง Limit Order มีประโยชน์อย่างยิ่งในช่วงที่มีความผันผวน

2. ซื้อขายในช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูง

การทำการซื้อขายในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งโดยทั่วไปคือในช่วงเวลาซื้อขายปกติ สามารถลด Slippage ได้ สำหรับตลาดหลายแห่ง ชั่วโมงแรกและชั่วโมงสุดท้ายของวันซื้อขายมักเป็นช่วงที่มีการซื้อขายมากที่สุด การหลีกเลี่ยงการซื้อขายในช่วงก่อนเปิดตลาดหรือหลังเปิดตลาดจะช่วยปรับปรุงความน่าเชื่อถือของการซื้อขายและความสม่ำเสมอของราคาได้

3. ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ

การประกาศทางเศรษฐกิจและประกาศของธนาคารกลางสามารถกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดที่รุนแรงได้ การตระหนักถึงเหตุการณ์ความเสี่ยงเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถหลีกเลี่ยงการส่งคำสั่งซื้อขายในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหว การเลื่อนการซื้อขายออกไปในช่วงเวลาที่มีการประกาศดังกล่าวจนกว่าความผันผวนจะลดลง จะช่วยลดความเสี่ยงจาก Slippage ได้อย่างมีนัยสำคัญ

4. ลดขนาดการซื้อขาย

การดำเนินการซื้อขายในขนาดที่เล็กลงจะช่วยให้คำสั่งซื้อขายสอดคล้องกับสภาพคล่องของตลาดมากขึ้น คำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในหุ้นที่มีการซื้อขายน้อย มีแนวโน้มที่จะใช้ราคาหลายระดับในสมุดคำสั่งซื้อขาย ส่งผลให้ราคาดำเนินการผันผวน การแบ่งการซื้อขายขนาดใหญ่ออกเป็นรายการย่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปจะช่วยลดความเสี่ยงนี้และปรับปรุงการควบคุมต้นทุนได้

5. ใช้งานแพลตฟอร์มการซื้อขายขั้นสูง

แพลตฟอร์มโบรกเกอร์ที่มีการกำหนดเส้นทางคำสั่งซื้อขายอย่างชาญฉลาดและการดำเนินการที่มีความหน่วงต่ำสามารถช่วยลด Slippage ได้ ระบบการซื้อขายสมัยใหม่หลายระบบในปัจจุบันมีอัลกอริทึมที่คาดการณ์ Slippage และปรับเส้นทางการซื้อขายให้เหมาะสม เทรดเดอร์ควรเลือกแพลตฟอร์มอย่างรอบคอบโดยพิจารณาจากประสิทธิภาพในการดำเนินการและเครื่องมือที่มีให้

6. พิจารณาคำสั่ง Stop-Limit

คำสั่ง Stop-Limit ผสมผสานคุณสมบัติของคำสั่ง Stop-Loss และ Limit เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมการดำเนินการได้ดียิ่งขึ้น เมื่อราคา Stop ถูกเรียกใช้ คำสั่งจะกลายเป็นคำสั่ง Limit แทนที่จะเป็นคำสั่ง Market ซึ่งอาจขัดขวางการดำเนินการในราคาที่ไม่เอื้ออำนวย คำสั่ง Stop-Limit เป็นเครื่องมือที่รอบคอบสำหรับการปกป้องกำไรและจัดการความเสี่ยงขาลงในตลาดที่ผันผวน

7. การวิเคราะห์ Slippage หลังการซื้อขาย

การประเมินตัวชี้วัด Slippage อย่างสม่ำเสมอผ่านการวิเคราะห์หลังการซื้อขาย ช่วยระบุรูปแบบและปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขาย เทรดเดอร์สามารถใช้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อวัด Slippage เฉลี่ยต่อการซื้อขาย ประเมินสภาวะที่นำไปสู่ ​​Slippage สูง และปรับปรุงเทคนิคการดำเนินการเมื่อเวลาผ่านไป

ด้วยการนำกลยุทธ์ข้างต้นมาใช้อย่างรอบคอบ เทรดเดอร์สามารถลดผลกระทบของ Slippage เชิงลบได้อย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มวินัยในพฤติกรรมการซื้อขาย การจัดการ Slippage อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการในตลาดยังคงมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การซื้อขาย

ลงทุนตอนนี้ >>