Home » หุ้น »

แนวคิดการจัดการความเสี่ยงหลักสำหรับการซื้อขายหุ้น

เรียนรู้แนวคิดการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญที่จะช่วยปกป้องพอร์ตหุ้นของคุณ

การทำความเข้าใจความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น

แม้ว่าการซื้อขายหุ้นอาจสร้างผลกำไรได้ แต่โดยเนื้อแท้แล้วมีความเสี่ยงหลากหลายประเภท การจัดการความเสี่ยงเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเงินทุน ลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด และบรรลุความสำเร็จในระยะยาว โดยพื้นฐานแล้ว การบริหารความเสี่ยงหมายถึงการระบุ วิเคราะห์ และบรรเทาความไม่แน่นอนที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางการเงินระหว่างการซื้อขายหุ้น การทำความเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้และการนำกลยุทธ์ที่เหมาะสมมาใช้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับปรุงการตัดสินใจและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ร้ายแรงได้

1. ความเสี่ยงด้านตลาด

ความเสี่ยงด้านตลาด หรือความเสี่ยงเชิงระบบ เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวม เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการระบาดใหญ่ อาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะไม่สามารถขจัดความเสี่ยงด้านตลาดได้ แต่สามารถบรรเทาได้ด้วยการกระจายการลงทุนและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น ออปชั่น

2. ความเสี่ยงจากความผันผวน

ความผันผวนหมายถึงระดับความผันผวนของราคาหุ้น ตลาดที่มีความผันผวนสูงมักสร้างโอกาสที่มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความผันผวนจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถกำหนดขนาดสถานะที่เหมาะสม รวมถึงระยะเวลาในการเข้าและออกของหุ้น เครื่องมือต่างๆ เช่น Average True Range (ATR) และ VIX (ดัชนีความผันผวน) สามารถช่วยวัดความผันผวนของตลาดได้

3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์ไม่สามารถซื้อหรือขายหุ้นได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำอาจขายออกได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมักจะมีสเปรดระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายที่แคบ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและช่วยให้กระบวนการเข้าและออกง่ายขึ้น

4. ความเสี่ยงเฉพาะ (ไม่เป็นระบบ)

เหตุการณ์เฉพาะของบริษัท เช่น การประกาศผลประกอบการ การดำเนินการด้านกฎระเบียบ หรือการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการภายใน ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ การกระจายการลงทุนในภาคส่วนและอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงประเภทนี้ได้ โดยการหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในหลักทรัพย์รายตัวมากเกินไป

5. ความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจ

การใช้เลเวอเรจ—การกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มผลตอบแทน—สามารถเพิ่มทั้งกำไรและขาดทุนได้ แม้ว่าเลเวอเรจจะให้โอกาสในการทำกำไรที่สูงขึ้น แต่ก็เพิ่มโอกาสในการขาดทุนหรือถูกเรียกหลักประกันอย่างมีนัยสำคัญ เทรดเดอร์ที่ตระหนักถึงความเสี่ยงควรใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวังและติดตามข้อกำหนดหลักประกันอย่างเคร่งครัด

6. ความเสี่ยงทางจิตวิทยา

การตัดสินใจด้วยอารมณ์ เช่น ความกลัวและความโลภ อาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น การซื้อขายมากเกินไป การซื้อขายเพื่อแก้แค้น หรือการเพิกเฉยต่อกฎ Stop Loss การพัฒนาวินัย การใช้ระบบอัตโนมัติ หรือการกำหนดแผนการซื้อขายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า สามารถช่วยจำกัดผลกระทบของอคติทางจิตวิทยาได้

7. ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่างๆ

เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือเรื่องอื้อฉาวขององค์กร อาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้ การบริหารความเสี่ยงหมายถึงการรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่องและอาจลดความเสี่ยงในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น การถือครองสถานะเหนือกำไรหรือการเลือกตั้ง)

ด้วยการทำความเข้าใจและระบุความเสี่ยงหลักเหล่านี้ เทรดเดอร์จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นในการตอบสนองด้วยกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง ขั้นตอนต่อไปคือการสำรวจเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ

เครื่องมือบริหารความเสี่ยงหลัก

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทรดเดอร์จึงใช้เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่หลากหลาย เครื่องมือเหล่านี้ทำหน้าที่จำกัดความเสี่ยงขาลง กำหนดพารามิเตอร์การซื้อขาย และรับรองว่าความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตโฟลิโอยังคงสามารถจัดการได้ ด้านล่างนี้ เราจะมาสำรวจเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดบางส่วนที่นักลงทุนและเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จใช้กันอย่างสม่ำเสมอ

1. คำสั่ง Stop Loss

คำสั่ง Stop Loss จะขายหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยจำกัดการขาดทุนจากการซื้อขายที่เคลื่อนไหวสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์อาจตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 5% สำหรับสถานะใหม่ เพื่อจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ คำสั่ง Trailing Stop Loss ซึ่งปรับเปลี่ยนตามการเคลื่อนไหวของหุ้น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในขณะที่ยังล็อกกำไรไว้ได้

2. การกำหนดขนาดสถานะ

การกำหนดขนาดสถานะเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินทุนที่จะจัดสรรให้กับการซื้อขายนั้นๆ โดยพิจารณาจากระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ กฎที่นิยมใช้กันคือ ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนบัญชีทั้งหมดในการซื้อขายครั้งเดียว วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเดิมพันที่มากเกินไปในผลลัพธ์แต่ละรายการ และช่วยให้พอร์ตโฟลิโอเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

3. การกระจายความเสี่ยง

การกระจายความเสี่ยงข้ามภาคส่วน อุตสาหกรรม ประเภทสินทรัพย์ และภูมิศาสตร์ต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ การไม่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นหรือภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง เหตุการณ์เชิงลบที่ส่งผลกระทบต่อสถานะการซื้อขายแต่ละรายการมีโอกาสน้อยที่จะส่งผลให้เกิดการขาดทุนในพอร์ตโฟลิโออย่างรุนแรง

4. อัตราส่วนความเสี่ยง/ผลตอบแทน

อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบผลตอบแทนที่เป็นไปได้ของการซื้อขายกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เทรดเดอร์หลายรายตั้งเป้าหมายไว้ที่อัตราส่วนอย่างน้อย 2:1 ซึ่งหมายความว่ากำไรที่เป็นไปได้ควรเป็นอย่างน้อยสองเท่าของขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะให้ข้อได้เปรียบทางสถิติเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อรวมกับอัตราการชนะที่ดี

5. การวัดความผันผวน

การใช้ตัวบ่งชี้ เช่น Average True Range (ATR) หรือ Bollinger Bands ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถคำนึงถึงความผันผวนในการประเมินความเสี่ยงได้ ความผันผวนที่สูงอาจต้องใช้ขนาดสถานะที่เล็กลงหรือจุดตัดขาดทุนที่กว้างขึ้นเพื่อรองรับความผันผวนของราคาตามปกติ

6. ค่าสัมประสิทธิ์เบต้า

ค่าเบต้าของหุ้นวัดความผันผวนเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม ค่าเบต้าที่มากกว่า 1 แสดงว่าหุ้นมีความผันผวนมากกว่าตลาด ส่วนค่าเบต้าที่น้อยกว่า 1 แสดงว่าหุ้นมีความผันผวนน้อยกว่า การทำความเข้าใจค่าเบต้าช่วยให้เทรดเดอร์เลือกสินทรัพย์ที่ตรงกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายของพอร์ตโฟลิโอ

7. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์

ค่าความสัมพันธ์วัดความเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ต่างๆ เมื่อเทียบกับกัน สถานะในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันสูงจะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำหรือมีความสัมพันธ์เชิงลบจะช่วยเพิ่มการกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวน

8. กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง

การป้องกันความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม ซึ่งอาจหมายถึงการใช้ออปชัน เช่น พุตและคอล หรือ ETF ที่มีความสัมพันธ์แบบผกผัน ตัวอย่างเช่น การซื้อพุตป้องกันความเสี่ยงสามารถจำกัดความเสี่ยงขาลงของหุ้นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนได้

9. การบันทึกการซื้อขาย

การบันทึกรายละเอียดการซื้อขาย กลยุทธ์ที่ใช้ ผลลัพธ์ และปัจจัยทางอารมณ์ จะช่วยระบุรูปแบบต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการนี้ช่วยปรับปรุงการปรับปรุงกลยุทธ์และป้องกันข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง

การใช้เครื่องมือเหล่านี้สามารถเปลี่ยนวิธีการซื้อขายเก็งกำไรให้เป็นการดำเนินการที่มีการควบคุมและเป็นระบบ ส่วนสุดท้ายจะพิจารณาวิธีการผสานรวมแนวทางปฏิบัติเหล่านี้เข้ากับแผนการจัดการความเสี่ยงที่สอดคล้อง

หุ้นมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวและรายได้จากเงินปันผลโดยการลงทุนในบริษัทที่สร้างมูลค่าในระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างมากเนื่องมาจากความผันผวนของตลาด วัฏจักรเศรษฐกิจ และเหตุการณ์เฉพาะของบริษัท ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณเท่านั้น

หุ้นมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวและรายได้จากเงินปันผลโดยการลงทุนในบริษัทที่สร้างมูลค่าในระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างมากเนื่องมาจากความผันผวนของตลาด วัฏจักรเศรษฐกิจ และเหตุการณ์เฉพาะของบริษัท ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และด้วยเงินทุนที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณเท่านั้น

การสร้างแผนบริหารความเสี่ยง

การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงไว้ใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ แต่การผสานรวมเข้ากับแผนงานที่มีโครงสร้างชัดเจนคือจุดกำเนิดความสำเร็จในระยะยาว แผนบริหารความเสี่ยงที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบจะช่วยให้เทรดเดอร์รักษาความสม่ำเสมอ บรรลุเป้าหมาย และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่อ่อนไหวและอ่อนไหวในช่วงที่ตลาดผันผวน

1. กำหนดวัตถุประสงค์การเทรดและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ขั้นตอนแรกคือการกำหนดเป้าหมายของคุณให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเงินทุน การเติบโต หรือรายได้ แต่ละเป้าหมายมีพารามิเตอร์ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ส่วนบุคคลของคุณ ซึ่งก็คือจำนวนเงินทุนที่คุณยินดีจะเสี่ยงหรือสูญเสีย ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับระดับความก้าวร้าวหรือความอนุรักษ์นิยมที่เหมาะสม

2. กำหนดกฎการจัดสรรเงินทุน

กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนเงินทุนที่จะจัดสรรต่อการซื้อขายและสำหรับกิจกรรมการซื้อขายโดยรวม ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์มืออาชีพอาจเสี่ยงเพียง 1% ของพอร์ตโฟลิโอต่อการเทรดหนึ่งครั้ง และไม่ควรมีสถานะที่มีความเสี่ยงเกิน 10% ในสถานะที่คล้ายกัน เพื่อรักษาการกระจายความเสี่ยงและสภาพคล่องไว้

3. ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

ใช้การกำหนดขนาดสถานะ จุดตัดขาดทุน และการวิเคราะห์ความเสี่ยง/ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในทุกการเทรด ใช้การเทรดตามกฎเกณฑ์ที่การตัดสินใจเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แทนที่จะใช้สัญญาณรบกวนจากตลาด สำหรับตราสารที่มีความผันผวน ให้วางแผนสำหรับการวางจุดตัดขาดทุนที่กว้างขึ้น และปรับขนาดสถานะให้เหมาะสม

4. ทดสอบย้อนหลังและประเมินผลการดำเนินงาน

ก่อนนำกลยุทธ์การเทรดไปใช้จริง ให้ทดสอบย้อนหลังในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและความสม่ำเสมอ หลังจากดำเนินการแล้ว ให้วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการเทรดแต่ละครั้ง โดยเน้นที่การปฏิบัติตามกฎการบริหารความเสี่ยง แทนที่จะพิจารณาจากกำไรหรือขาดทุนเพียงอย่างเดียว

5. ปรับใช้กิจวัตรการตรวจสอบความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงไม่ควรเป็นแบบคงที่ ตรวจสอบสภาวะตลาด ความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ผลการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ และปรับนโยบายความเสี่ยงให้สอดคล้องกัน สิ่งนี้ช่วยในการระบุการเปลี่ยนแปลงของความผันผวน ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ที่อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง

6. ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ

แพลตฟอร์มการซื้อขายสมัยใหม่มีคุณสมบัติอัตโนมัติมากมาย เช่น ระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติ การแจ้งเตือน ระบบตัดขาดทุนแบบ Trailing Stop และการดำเนินการสั่งซื้อขายตามกฎ ซึ่งช่วยเสริมสร้างวินัย การใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้สามารถดำเนินการตามแผนการจัดการความเสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีสิ่งรบกวนทางอารมณ์หรือจิตใจ

7. พัฒนาวินัยทางจิตวิทยา

การควบคุมอารมณ์ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ ผสมผสานการปฏิบัติต่างๆ เช่น การทำสมาธิ การเขียนบันทึก หรือการซื้อขายจำลองสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างวินัยภายใต้ภาวะกดดันในตลาด การรับรู้ถึงอคติทางความคิด เช่น การหลีกเลี่ยงการสูญเสียหรืออคติยืนยัน ช่วยให้การตัดสินใจมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

8. เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์หงส์ดำ (Black Swan)

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงจะสมบูรณ์แบบไม่ได้หากปราศจากการคำนึงถึงเหตุการณ์ตลาดสุดขั้วที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ หรือที่เรียกว่า “หงส์ดำ” แม้จะพบได้น้อย แต่ผลกระทบอาจร้ายแรงได้ กลยุทธ์เหล่านี้ประกอบด้วยการรักษาเงินสำรอง การหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของพอร์ตโฟลิโอมากเกินไป และการทดสอบระบบการเทรดภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

การบริหารความเสี่ยงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการปรับตัว และการตระหนักรู้ในตนเอง การนำแนวทางปฏิบัติเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ไว้ในแผนการเทรดส่วนบุคคล จะช่วยให้เทรดเดอร์พัฒนาความยืดหยุ่น ความชัดเจน และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ลงทุนตอนนี้ >>