Home » ฟอเร็กซ์ »

คู่สกุลเงินหลักอธิบายและสิ่งที่ขับเคลื่อนคู่สกุลเงินเหล่านี้

ทำความเข้าใจคู่สกุลเงินหลักและปัจจัยต่างๆ ที่มักส่งผลต่อมูลค่าของคู่สกุลเงินเหล่านั้น เช่น อัตราดอกเบี้ย การเมือง และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

คู่สกุลเงินหลักคืออะไร?

ในโลกของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) คู่สกุลเงินถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของกิจกรรมการซื้อขายทั้งหมด คู่สกุลเงินหนึ่งอ้างอิงสกุลเงินสองสกุลที่แตกต่างกัน โดยแสดงให้เห็นว่าต้องใช้เงินสกุลหนึ่งเท่าใดในการซื้อเงินอีกสกุลหนึ่ง ในบรรดาคู่สกุลเงินเหล่านี้ คู่สกุลเงินหลัก ถือเป็นคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด มีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุด

ในตลาดฟอเร็กซ์มีคู่สกุลเงินหลักที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปอยู่ 7 คู่ โดยแต่ละคู่ประกอบด้วยดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินหลักระดับโลกอีกสกุลหนึ่ง ได้แก่:

  • EUR/USD – ยูโร / ดอลลาร์สหรัฐ
  • GBP/USD – ปอนด์อังกฤษ / ดอลลาร์สหรัฐ
  • USD/JPY – ดอลลาร์สหรัฐ / เยนญี่ปุ่น
  • USD/CHF – ดอลลาร์สหรัฐ / ฟรังก์สวิส
  • AUD/USD – ดอลลาร์ออสเตรเลีย / ดอลลาร์สหรัฐ
  • USD/CAD – ดอลลาร์สหรัฐ / ดอลลาร์แคนาดา
  • NZD/USD – ดอลลาร์นิวซีแลนด์ / ดอลลาร์สหรัฐ

เหตุผลหลักที่คู่สกุลเงินเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "สกุลเงินหลัก" คือ สภาพคล่องสูง สเปรดแคบ และการสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคง ส่งผลให้มีปริมาณการซื้อขายรายวันจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของมูลค่าการซื้อขายรายวันในตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลก

คู่สกุลเงินเหล่านี้แต่ละคู่มีความเกี่ยวข้องกับภูมิภาคเศรษฐกิจเฉพาะที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยูโรโซน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์ เศรษฐกิจเหล่านี้มีลักษณะเด่นคือระบบการเงินที่เติบโตเต็มที่ ความซื่อสัตย์ของสถาบัน และข้อมูลเศรษฐกิจที่ทันท่วงที ซึ่งสนับสนุนความโปร่งใสในการซื้อขายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การรวมดอลลาร์สหรัฐไว้ในคู่สกุลเงินหลักทุกคู่ ตอกย้ำบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในฐานะ สกุลเงินสำรองหลัก ของโลก ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นศูนย์กลางของการค้าและการเงินโลก ทำให้คู่สกุลเงินใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์สหรัฐมีสภาพคล่องและมีอิทธิพลมากกว่าโดยธรรมชาติ

คู่สกุลเงินหลักยังได้รับประโยชน์จากการรายงานข่าวที่สำคัญ และการวิเคราะห์ตลาดที่เข้มข้น ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ยิ่งไปกว่านั้น โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์มักเสนอคู่สกุลเงินเหล่านี้ด้วยค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่ำสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์รายย่อย ซึ่งยิ่งทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้น

แม้ว่าคู่สกุลเงินอื่นๆ เช่น EUR/JPY หรือ GBP/JPY จะมีการซื้อขายอย่างคึกคัก แต่คู่สกุลเงินเหล่านี้ก็จัดอยู่ในประเภท "คู่ข้าม" หรือ "คู่สกุลเงินรอง" เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับดอลลาร์สหรัฐโดยตรง ในขณะเดียวกัน คู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ เช่น USD/TRY หรือ USD/ZAR เรียกว่า "คู่สกุลเงินแปลกใหม่" และมักมีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงสูง

การทำความเข้าใจว่าอะไรคือคู่สกุลเงินหลัก และเหตุใดคู่สกุลเงินเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากที่สุด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังพิจารณาเข้าสู่ตลาดฟอเร็กซ์ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสถาบันหรือนักเก็งกำไรรายย่อย คู่สกุลเงินทั้งเจ็ดนี้มักทำหน้าที่เป็น มาตรวัดภาวะเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในระดับโลก

การเข้าใจพื้นฐานของโครงสร้างและความสำคัญของคู่สกุลเงินเหล่านี้ จะเป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์เชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงปัจจัยที่มักเป็นตัวกำหนดมูลค่าของคู่สกุลเงิน ซึ่งเราจะเจาะลึกต่อไปในหัวข้อถัดไป

อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนคู่สกุลเงินหลัก?

คู่สกุลเงินหลักสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลกทั้งสอง ดังนั้น ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นโดยรวมเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงินเหล่านี้ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของราคาฟอเร็กซ์ที่อาจเกิดขึ้นและการระบุโอกาสในการซื้อขาย

1. ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีอิทธิพลต่อมูลค่าสกุลเงินคือ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ ธนาคารกลางแต่ละแห่ง (เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ฯลฯ) จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสกุลเงินของประเทศนั้นๆ

เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย สกุลเงินของประเทศนั้นมักจะแข็งค่าขึ้นเนื่องจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปยังคงอัตราดอกเบี้ยเดิม ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคู่สกุลเงินต่างๆ เช่น EUR/USD

2. การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่เป็นประจำถือเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับนักการตลาดและนักวิเคราะห์ ตัวชี้วัดที่มีอิทธิพลมากที่สุด ได้แก่:

  • อัตราการเติบโตของ GDP – บ่งชี้ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ
  • อัตราการว่างงาน – การจ้างงานที่สูงสนับสนุนการคาดการณ์ค่าเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และ อัตราเงินเฟ้อ
  • ยอดค้าปลีก และ การผลิตภาคอุตสาหกรรม

นักลงทุนจะติดตามตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสิ่งที่ไม่คาดคิดหรือเบี่ยงเบนไปจากการคาดการณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญในคู่สกุลเงินหลัก

3. การดำเนินการของธนาคารกลาง

นอกเหนือจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ธนาคารกลางยังดำเนินการ การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) การซื้อสินทรัพย์ หรือเครื่องมือนโยบายการเงินอื่นๆ ที่สามารถส่งผลต่อพลวัตของอุปสงค์และอุปทานทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ไม่คาดคิดหรือความเห็นจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางมักทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้นในสกุลเงินของตน

ตัวอย่างเช่น หากธนาคารกลางออสเตรเลียส่งสัญญาณแนวโน้มขาลงอย่างไม่คาดคิด อัตราแลกเปลี่ยน AUD/USD อาจปรับตัวลดลง แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นในขณะนี้ก็ตาม

4. เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดต่างปรับตัวตามสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เหตุการณ์อย่าง Brexit ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อคู่สกุลเงิน GBP/USD ขณะที่ความตึงเครียดในเอเชียตะวันออกอาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของสกุลเงิน USD/JPY ในทำนองเดียวกัน การคว่ำบาตรหรือสงครามอาจส่งผลกระทบต่อสกุลเงินที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น USD/CAD เนื่องจากการส่งออกน้ำมันของแคนาดา

5. ความเสี่ยงและกระแสเงินทุนปลอดภัย

ในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักมองหาแหล่งหลบภัยในสกุลเงินที่เรียกว่า "สินทรัพย์ปลอดภัย" เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ฟรังก์สวิส หรือเยนญี่ปุ่น ดังนั้น การยอมรับความเสี่ยงหรือความไม่ชอบความเสี่ยงทั่วทั้งตลาดจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดฟอเร็กซ์

เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การระบาดใหญ่ของโควิด-19 หรือวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2008 ได้เพิ่มความต้องการสกุลเงินที่มีสภาพคล่องและมีเสถียรภาพอย่างมาก ส่งผลให้ USD, CHF และ JPY แข็งค่าขึ้น

6. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์

สกุลเงินบางสกุล เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์แคนาดา มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทองคำ และแร่เหล็ก จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสกุลเงินเหล่านี้

  • USD/CAD มักเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน
  • AUD/USD ตอบสนองต่อแร่เหล็กและทองคำ

การทำความเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างชัดเจนก่อนที่จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในการเคลื่อนไหวของสกุลเงิน

7. ดุลการค้าและงบประมาณ

ประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลสูงมักถูกมองว่ามีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งช่วยพยุงสกุลเงินของประเทศ ในทางกลับกัน การขาดดุลอย่างต่อเนื่องอาจสร้างแรงกดดันให้ราคาลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความคาดหวังถึงความยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ EUR/USD ซึ่งประสิทธิภาพทางการค้าของยูโรโซนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่จับต้องได้กับการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของสกุลเงิน

โดยสรุป ปัจจัยที่ทับซ้อนกันหลายปัจจัยมีอิทธิพลต่อมูลค่าของสกุลเงินหลักอย่างต่อเนื่อง เทรดเดอร์ต้องสังเคราะห์ตัวแปรเหล่านี้แบบเรียลไทม์ โดยไม่เพียงแต่ประเมินข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคาดการณ์และสถานะทางการตลาด รวมถึงเรื่องราวทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง

ตลาดฟอเร็กซ์ให้โอกาสในการทำกำไรจากความผันผวนของสกุลเงินทั่วโลกในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกันเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ ความผันผวนที่รุนแรง และผลกระทบจากข่าวเศรษฐกิจมหภาค สิ่งสำคัญคือการซื้อขายโดยใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจน การจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด และด้วยเงินทุนที่คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ

ตลาดฟอเร็กซ์ให้โอกาสในการทำกำไรจากความผันผวนของสกุลเงินทั่วโลกในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกันเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ ความผันผวนที่รุนแรง และผลกระทบจากข่าวเศรษฐกิจมหภาค สิ่งสำคัญคือการซื้อขายโดยใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจน การจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด และด้วยเงินทุนที่คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ

เทรดเดอร์วิเคราะห์คู่สกุลเงินหลักอย่างไร

สำหรับเทรดเดอร์ คู่สกุลเงินหลักถือเป็นส่วนที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง ความผันผวนที่สม่ำเสมอ และแหล่งข้อมูลการวิเคราะห์มากมาย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการเทรดคู่สกุลเงินเหล่านี้ไม่ได้ต้องการแค่ความคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่รอบคอบซึ่งสร้างขึ้นจากความรู้ความเข้าใจในตลาด วินัย และการตัดสินใจที่เฉียบแหลมอีกด้วย

1. การวิเคราะห์ทางเทคนิคเทียบกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

เทรดเดอร์หลายคนใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานผสมผสานกันในการวิเคราะห์คู่สกุลเงินหลัก การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะตีความข้อมูลทางเศรษฐกิจและพัฒนาการทางการเมือง ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในทางตรงกันข้าม การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะมุ่งเน้นไปที่กราฟราคา รูปแบบ และตัวบ่งชี้ต่างๆ เช่น:

  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
  • ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI)
  • MACD (Moving Average Convergence Divergence)
  • Fibonacci retracement และระดับแนวรับ/แนวต้าน

คู่สกุลเงินหลักเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่สูงและพฤติกรรมราคาที่ซ้ำซาก ซึ่งสร้างแนวโน้มและรูปแบบกราฟที่สำคัญที่สามารถระบุได้

2. การซื้อขายตามข่าวสาร

การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวระยะสั้นที่สำคัญของคู่สกุลเงินหลัก เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักจะติดตามเหตุการณ์ข่าวตามกำหนดการโดยใช้ปฏิทินเศรษฐกิจ และใช้กลยุทธ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้:

  • การเทรดแบบ Straddle เพื่อใช้ประโยชน์จากความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
  • เทคนิคการทำให้ข่าวจางลง เพื่อลดปฏิกิริยาตอบสนองที่มากเกินไป

ความเบี่ยงเบนของการคาดการณ์ (ผลลัพธ์จริงลบด้วยค่าประมาณของนักวิเคราะห์) เป็นองค์ประกอบหลักของปฏิกิริยาราคา ตัวอย่างเช่น การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ

3. สเปรดและต้นทุน

คู่สกุลเงินหลักๆ มักมีสเปรดเสนอซื้อ-เสนอขายที่แคบที่สุด ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับเดย์เทรดเดอร์และนักเก็งกำไร สเปรดของ EUR/USD ซึ่งเป็นคู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก อาจแคบเพียง 0.2 pips สำหรับโบรกเกอร์บางราย ต้นทุนการเทรดที่ลดลงเหล่านี้จะสะสมจนกลายเป็นการประหยัดที่สำคัญในระยะยาว ทำให้คู่สกุลเงินหลักเป็นตัวเลือกที่เทรดเดอร์ที่เทรดเดอร์ที่เทรดเดอร์อยู่แล้วนิยมใช้

4. การกำหนดขนาดสถานะและการจัดการความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เทรดเดอร์มักจะใช้เงินทุนเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ในการเทรดแต่ละครั้ง โดยกำหนดระดับจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดทางเทคนิคและบริบทของตลาด เนื่องจากคู่สกุลเงินหลักมีสภาพคล่อง คำสั่งหยุดขาดทุนจึงมักมี Slippage ต่ำ ซึ่งช่วยสนับสนุนการเทรดที่มีวินัย

5. เวลาทำการและความผันผวนของตลาด

ตลาด Forex ดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความผันผวนของคู่สกุลเงินหลักจะสูงสุดในช่วง:

  • ตลาดลอนดอน (08:00–16:00 GMT)
  • ตลาดนิวยอร์ก (13:00–21:00 GMT)

ช่วงเวลาที่มีการทับซ้อนกันของช่วงเวลาเหล่านี้ ระหว่าง 13:00 ถึง 16:00 GMT มอบสภาพคล่องสูงสุดและสเปรดที่แคบกว่า ซึ่งเทรดเดอร์ผู้มีประสบการณ์สามารถใช้ประโยชน์สำหรับกลยุทธ์การซื้อขายระหว่างวัน

6. แนวทางการซื้อขายระยะยาว

นักลงทุนสถาบันและเทรดเดอร์รายย่อยที่มีความเชี่ยวชาญอาจทำการวางตำแหน่งปัจจัยพื้นฐานมหภาคโดยใช้คู่สกุลเงินหลัก กลยุทธ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์แนวโน้มสกุลเงินระยะยาวโดยอิงจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย วัฏจักรเศรษฐกิจ และแนวโน้มทางภูมิรัฐศาสตร์

ตัวอย่างเช่น การเปิดสถานะ Long ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นเพื่อคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ในขณะที่การเปิดสถานะ Short ในสกุลเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อาจเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ด้อยประสิทธิภาพ

7. เครื่องมือและแพลตฟอร์ม

แพลตฟอร์มการซื้อขายที่เชื่อถือได้ เช่น MetaTrader 4, MetaTrader 5, TradingView และเครื่องมือเฉพาะของโบรกเกอร์ ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถดำเนินการซื้อขายได้อย่างแม่นยำและปรับแต่งฟังก์ชันการสร้างกราฟได้ การวิเคราะห์ที่ฝังอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยติดตามผลการดำเนินงานและปรับตัวตามพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยสรุป แม้ว่าคู่สกุลเงินหลักจะเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเนื่องจากมีสภาพคล่องและเสถียรภาพ แต่การฝึกฝนการเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงินเหล่านี้ยังคงต้องอาศัยการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทักษะการคาดการณ์ และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจมหภาคส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาอย่างไร

ลงทุนตอนนี้ >>