Home » คริปโต »

เกิดอะไรขึ้นกับบิตคอยน์

เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหมือนสัญญาณปลุกให้สายบูลบิตคอยน์ตื่นจากความฝัน หลังจากเดือนตุลาคมที่พาราคาทะยานทำจุดสูงสุดใหม่แถว 126,000 ดอลลาร์ BTC ก็เริ่มเดือนพฤศจิกายนด้วยการแกว่งตัวแถวโซน 109,000–115,000 ดอลลาร์แบบสบาย ๆ แต่ภาพสวย ๆ อยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงขายจากฝั่งสถาบันและกองทุน ETF เริ่มกดราคาให้หลุดแนวรับสำคัญ ต่อเนื่องด้วยการไหลออกสุทธิของ ETF มหภาคสไตล์ Risk-off จากการปิดหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ และสัญญาณดอกเบี้ยสูงนานจากเฟด ทำให้การย่อธรรมดากลายเป็นการเทขายแรง จนราคาลงไปทดสอบโซนประมาณ 80,500 ดอลลาร์ ก่อนรีบาวด์กลับแถว 88,000 ดอลลาร์เล็กน้อย บทความนี้จะเล่าไทม์ไลน์ทั้งเดือน ปัจจัยเบื้องหลัง และฉากทัศน์ที่นักลงทุนจริงจังควรมองต่อจากนี้

พฤศจิกายน 2025: ราคา BTC จากไฮสายฟ้าแลบสู่การย่อแรง


บิตคอยน์เข้าสู่เดือนพฤศจิกายน 2025 พร้อมกับอารมณ์ร่วมที่ยังค้างจากการทำจุดสูงสุดใหม่ราว 126,198 ดอลลาร์ในต้นเดือนตุลาคม บรรยากาศตอนนั้นคือโหมด Up Only แบบเต็ม ๆ หลายสำนักวิจัยให้เป้าใหม่เหนือ 123,000 ดอลลาร์ โดยอิงจากดีมานด์ของกองทุน ETF สปอต และโมเดลราคาระยะยาวต่าง ๆ ตลาดมองว่า ETF จะทำหน้าที่ดูดซับซัพพลายไปเรื่อย ๆ ทำให้ดิปทุกครั้งถูกมองว่าเป็นโอกาสซื้อ มากกว่าจะเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง


ช่วงต้นเดือน พฤศจิกายนเปิดมาด้วยการแกว่งตัวในกรอบแถว 109,000–115,000 ดอลลาร์ ดูเหมือนเป็นแค่การพักฐานหลังวิ่งแรง ผู้เล่นจำนวนมากคาดหวังการเบรกไฮใหม่แบบสบาย ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กราฟคือเลเวอเรจที่หนาแน่น ตำแหน่ง Long จำนวนมากในตลาดฟิวเจอร์ส และฝั่ง ETF ที่เริ่มเห็นสัญญาณเงินไหลเข้าแผ่วลง เมื่อดีมานด์เริ่มเบาลง ขณะที่ทุกคนยืนขาเดียวอยู่ฝั่งบูล ความเสี่ยงที่จะเกิด “air pocket” หรือช่องว่างสภาพคล่องจึงค่อย ๆ สะสมตัว


จากการไซด์เวย์สู่การร่วงหลุดแนวรับ


จุดเปลี่ยนเริ่มชัดเมื่อราคาหลุดจากโซนบนของกรอบราคา การอ่อนตัวจากระดับ 110,000 ดอลลาร์ลงสู่แถว 105,000 ดอลลาร์ ทำให้กรอบแนวรับแถว 98,953 ดอลลาร์ถูกทดสอบอย่างจริงจัง จากจุดสูงสุด 126,198 ดอลลาร์ ลงมาถึงจุดนี้ถือเป็นการปรับฐานมากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียงพอที่จะเรียกทั้ง Stop loss และ Margin call ให้เริ่มทำงานเป็นโดมิโน


  • ต้นเดือน: บิตคอยน์แกว่งในกรอบ 109,000–115,000 ดอลลาร์ ตลาดยังเชื่อในภาพต่อเนื่องของขาขึ้นจากแรงหนุน ETF และการยอมรับของสถาบัน


  • กลางเดือน: ราคาไหลลงทดสอบโซน 105,000 ดอลลาร์ และแนวรับเทคนิคแถว 98,953 ดอลลาร์ ทำให้เทรดเดอร์ที่มองแต่ขาขึ้นเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ


  • 19 พฤศจิกายน: BTC ลงไปแถว 89,000 ดอลลาร์ ลบกำไรปี 2025 ไปเกือบหมด ดัชนีความกลัวและความโลภพลิกไปฝั่ง “กลัวสุดขีด” เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน


  • ปลายเดือน: เกิดการฟลัชแรงลงไปประมาณ 80,500 ดอลลาร์ ก่อนรีบาวด์กลับมาบริเวณ 88,600 ดอลลาร์ เมื่อแรงขายจาก ETF เริ่มคลาย และมีการเก็บของจากกระเป๋าใหญ่บางส่วน



เมื่อมองเป็นเปอร์เซ็นต์ การร่วงจากแถว 126,198 ดอลลาร์ลงมาต่ำกว่า 90,000 ดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ของบิตคอยน์ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกในช่วงตลาดกระทิง แต่สิ่งที่ทำให้ครั้งนี้รู้สึกโหดคือความเร็วของการปรับฐาน และความคาดหวังของตลาดก่อนหน้านั้นที่เอนเอียงไปทาง “ไม่มีทางลงแรง” เพราะเชื่อในพลังของ ETF และนักลงทุนสถาบัน


ฝั่งอนุพันธ์ยิ่งช่วยเร่งสถานการณ์ให้ดุเดือดขึ้น Open interest ในฟิวเจอร์สและ Perpetual สะสมอยู่ราว 68.96 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่ามีเงินเลเวอเรจจำนวนมากอยู่บนโต๊ะ เมื่อราคาเริ่มหลุดแนวรับ ระบบของตลาดอนุพันธ์ก็เริ่มไล่บีบทั้งการบังคับลดไซส์และการล้างพอร์ต Long กลายเป็นแรงขายแบบไม่สนราคา ยิงลงใส่สมุดคำสั่งซื้อที่บางกว่าตอนราคาขึ้น ผลลัพธ์คือกราฟที่ดูเหมือนลิฟต์สายดิ่งมากกว่าบันไดขึ้นลงแบบปกติ


อารมณ์ตลาด: จาก Up Only สู่โหมดเซฟพอร์ต


ในเชิงอารมณ์ ตลาดทำ U-turn แบบครบวงจร ต้นเดือนทุกคนพูดถึงดิปที่ “ต้องซื้อให้ทัน” ปลายเดือนกลายเป็นว่าหลายคนอยากออกก่อนจะลงลึกกว่านี้ คอมเมนต์จากนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามว่าราคาที่วิ่งแรงช่วงต้นปีมาจากดีมานด์จริง หรือเพราะคาดหวัง ETF มากเกินไปกันแน่ สายถือยาวส่วนใหญ่ยังนิ่ง แต่ชะลอการสะสมเพิ่ม ขณะที่สายเก็งกำไรและคนที่ใช้เลเวอเรจสูงจำนวนมากถูกล้างพอร์ตออกจากระบบไปเรียบร้อย


  • เก็งกำไรระยะสั้นและสายเลเวอเรจสูงเป็นกลุ่มที่โดนกระแทกหนักสุด หลายพอร์ตถูกบังคับปิดเมื่อมาร์จินไม่พอ


  • สายถือยาวส่วนใหญ่ยังไม่ขาย แต่หยุดการซื้อเพิ่มชั่วคราวเพื่อรอดูว่าระดับ 80,000–90,000 ดอลลาร์จะกลายเป็นฐานใหม่หรือไม่


  • สถาบันที่เข้ามาต้นรอบใช้จังหวะดีดกลับเพื่อรีบาลานซ์ ลดความเสี่ยง แทนที่จะไล่ซื้อดิปอย่างที่หลายคนคาดหวัง


  • โซเชียลมีเดียเปลี่ยนจากมีม “เรากลับมาแล้ว” ไปเป็นมุกประชดตลาดหมี สะท้อนว่ามุมมองตลาดเริ่มระมัดระวังมากขึ้น



แม้กราฟจะดูโหด แต่หลายสำนักยังมองว่าพฤศจิกายนเป็นการพักฐานแรงในโครงสร้างขาขึ้นระยะยาว มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีใหม่ ความต่างอยู่ที่ว่าการพักฐานคือการล้างเลเวอเรจและมืออ่อนออกจากระบบ โดยยังไม่ทำลายธีมหลักด้านการยอมรับ การใช้งาน และกรอบกำกับดูแล ส่วนตลาดหมีจริง ๆ มักมาพร้อมปัญหาเชิงโครงสร้างระดับลึก ซึ่งตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากำลังเกิดขึ้นกับบิตคอยน์


แรงกดดันหลักที่ทำให้ราคา BTC ร่วง


ถ้ามองให้ลึก การร่วงของบิตคอยน์ในเดือนพฤศจิกายนไม่ได้เกิดจากข่าวร้ายข่าวเดียว แต่เป็นการซ้อนทับของหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งกระแสเงินจาก ETF ที่กลับทิศจากไหลเข้าเป็นไหลออก ภาวะมหภาคที่หันไปโหมดหลบความเสี่ยง และเลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์ที่รอจังหวะลุกเป็นไฟ เมื่อทั้งหมดชนกันในจังหวะที่อารมณ์ตลาดเชื่อมั่นเกินไป กลไกก็เปลี่ยนจาก “ซื้อตามฟีดข่าวดี” เป็น “ขายตามฟีดข่าวร้าย” แทบจะทันที


เมื่อ ETF จากแรงส่งกลายเป็นแรงกด


กองทุน ETF สปอตบิตคอยน์เป็นพระเอกของวัฏจักรนี้มาตลอด ช่วงแรกของการอนุมัติ ETF ทำให้เม็ดเงินจากโลกการเงินดั้งเดิมไหลเข้าสู่บิตคอยน์อย่างมีนัยสำคัญ ปี 2025 มียอดไหลเข้าสุทธิราว 27.4 พันล้านดอลลาร์ แม้จะต่ำกว่าปี 2024 ประมาณ 52 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังถือว่าเป็นแรงซื้อเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ปัญหาคือเมื่อเม็ดเงินระลอกแรกเริ่มชะลอ การคาดหวังว่ากระแสเงินจะไหลเข้าแบบไม่หยุดก็เริ่มไม่ตรงกับความจริง


ในเดือนพฤศจิกายน กระแส ETF พลิกจากบวกเป็นลบอย่างชัดเจน กองทุนบิตคอยน์รวมกันมีเงินไหลออกสุทธิราว 2.96 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นเดือนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่มี ETF สปอต สองวันทำการที่ถูกจับตาคือวันที่มีเงินไหลออกราว 869 ล้านดอลลาร์ และวันที่เงินไหลออกราว 900 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว เมื่อผู้ถือกองทุนขาย หน่วยลงทุนถูกไถ่ถอนและสร้างแรงขายบิตคอยน์จริงเข้าตลาดผ่านผู้ดูแลสภาพคล่องของ ETF


  • เงินไหลออกจำนวนมากบังคับให้ผู้ดูแลสภาพคล่องของ ETF ปรับพอร์ตและขาย BTC ในตลาดสปอตเพื่อปิดความเสี่ยง


  • ตัวเลขกระแสเงินของ ETF กลายเป็นทริกเกอร์สำคัญ รายงานไหลออกแรงมักตามมาด้วยแรงขายระยะสั้นในตลาดทันที


  • นักลงทุนบางส่วนย้ายจากกองทุนหนึ่งไปอีกกองทุนหนึ่งเพื่อลดค่าธรรมเนียมหรือเปลี่ยนผู้ออก ทำให้ภาพเม็ดเงินดูผันผวนยิ่งขึ้น


  • การที่ ETF ไม่ได้เป็นด้านซื้อเพียงด้านเดียวอย่างที่หลายคนเชื่อ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองใหม่ต่อบทบาทของผลิตภัณฑ์เหล่านี้



มหภาคโหมด Risk-off และการลดเสี่ยงของสถาบัน


ในเวลาเดียวกัน ภาพมหภาคก็ไม่ได้เป็นมิตรนัก การปิดหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดยืนยันท่าทีดอกเบี้ย “สูงนาน” เพื่อกดเงินเฟ้อ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงสูงขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงทั่วกระดาน ทั้งหุ้นและคริปโตจึงเผชิญแรงขายเพื่อย่อลงมาหาจุดสมดุลใหม่


ข้อมูลเชิงประมาณการระบุว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ รวมถึงชื่อดังอย่าง BlackRock, Fidelity และแขนลงทุนของ JPMorgan ร่วมกันลดเอ็กซ์พอเชอร์บิตคอยน์ลงราว 5.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว นี่ไม่ใช่การหนีออกจากตลาดคริปโตทั้งหมด แต่เป็นการรีเซ็ตความเสี่ยงตามกรอบการบริหารพอร์ต เมื่อความผันผวนรวมของตลาดเพิ่มขึ้นและโมเดลความเสี่ยงส่งสัญญาณเตือน


  • ผลตอบแทนพันธบัตรและเงินฝากที่สูงทำให้การถือสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างบิตคอยน์ต้องแข่งขันยากขึ้นในเชิงโอกาสต้นทุน


  • โมเดลความเสี่ยงเช่น Value-at-Risk บังคับให้ลดขนาดตำแหน่งเมื่อความผันผวนของพอร์ตโดยรวมเกินกรอบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า


  • เมื่อหุ้นเริ่มผันผวนและมีแนวโน้มขาลง การลดน้ำหนักคริปโตไปพร้อมกันจึงกลายเป็นทางเลือกที่เห็นได้ทั่วไปในพอร์ตหลายแบบ


  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการปิดหน่วยงานรัฐเพิ่มเหตุผลให้คณะกรรมการลงทุนเลือก “เก็บกระสุน” ไว้ก่อน



เลเวอเรจสูงกับแนวรับที่ถูกเจาะ


ด้านเทคนิค แผนที่กราฟของบิตคอยน์ในช่วงก่อนหน้านี้ดูดีเกินไป ราคาเคลื่อนตัวเหนือเส้น EMA55 รายสัปดาห์มาเป็นเวลานาน วงโซน EMA55 ระหว่างประมาณ 86,000–97,647 ดอลลาร์ถูกมองว่าเป็น “เขตกันกระสุน” ของขาขึ้น เมื่อราคาทะลุลงเข้ามาในโซนนี้จริง ๆ หลายระบบเทรดที่อิงตามแนวโน้มก็เริ่มส่งคำสั่งขายหรือปิดสถานะ Long อัตโนมัติ


ผสมกับ Open interest ในฟิวเจอร์สและ Perpetual แถว 68.96 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ตลาดเหมือนถังดินปืนที่รอประกายไฟ เมื่อราคาเริ่มหลุด 97,647 ดอลลาร์ ต่อด้วย 90,000 ดอลลาร์ และไหลลงไปใกล้ปลายล่างของโซน EMA55 กลไกการล้างพอร์ตของเอ็กซ์เชนจ์ก็เริ่มทำงานอย่างต่อเนื่อง ตำแหน่ง Long จำนวนมากถูกปิดที่ตลาด กลายเป็นแรงขายเพิ่มแบบไม่เกี่ยงราคา


  • แนวรับ 97,647 ดอลลาร์ที่เคยปกป้องราคา กลายเป็นแนวต้านสำคัญที่ฝั่งบูลต้องแย่งกันดันกลับให้ยืนเหนืออีกครั้ง


  • การหลุดระดับจิตวิทยา 90,000 ดอลลาร์ ทำให้แพตเทิร์นเทคนิคเชิงบูลระยะสั้นจำนวนมากถูกยกเลิก ส่งผลให้กลยุทธ์เชิงระบบต้องปิดหรือกลับทิศสถานะ


  • การไหลลงไปทดสอบโซนล่างของ EMA55 และโลว์แถว 80,500 ดอลลาร์ ดูคล้ายการไล่เก็บ Stop ของเทรดเดอร์ที่ตั้ง Cut loss ใกล้ระดับเดียวกัน


  • ซัพพลายในมือตลาดส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับผู้ถือระยะสั้นและสายเลเวอเรจ ซึ่งพร้อมจะขายเมื่อกำไรบนพอร์ตหายไป ทำให้แรงขายสะท้อนออกมาเร็ว



เมื่อเอาทุกชิ้นส่วนมารวมกัน พฤศจิกายนจึงกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่องการที่บิตคอยน์ผูกเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ETF สปอต การถือครองของสถาบันขนาดใหญ่ หรือกฎความเสี่ยงของพอร์ตแบบมืออาชีพ ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจากแรงหนุนเป็นแรงกดได้ หากจังหวะและอารมณ์ตลาดหันไปในทางเดียวกัน


၂၀၂၅ နိုဝင်ဘာလဟာ ဘစ်ကွိုင်းအပေါ် bullish ဖြစ်နေတဲ့ investor တွေအတွက် ကြမ်းတမ်းတဲ့ နိုးထသတိပေးတစ်ခုပိုင်း ဖြစ်ခဲ့တယ်။

၂၀၂၅ နိုဝင်ဘာလဟာ ဘစ်ကွိုင်းအပေါ် bullish ဖြစ်နေတဲ့ investor တွေအတွက် ကြမ်းတမ်းတဲ့ နိုးထသတိပေးတစ်ခုပိုင်း ဖြစ်ခဲ့တယ်။

พฤศจิกายนสอนอะไรเกี่ยวกับอนาคตของบิตคอยน์


หลังฝุ่นเริ่มจางและราคาดีดจากแถว 80,500 ดอลลาร์กลับมาบริเวณ 88,600 ดอลลาร์ คำถามที่สำคัญจึงเปลี่ยนจาก “เกิดอะไรขึ้น” เป็น “จากนี้ไปอย่างไร” บางฝ่ายมองว่านี่คือการย่อแรงในตลาดกระทิงรอบใหม่ที่ยังไม่จบ ขับเคลื่อนด้วยดีมานด์โครงสร้างจาก ETF และสถาบัน ขณะที่อีกฝั่งมองว่าชุดข้อมูลเรื่องเงินไหลออก ภาวะมหภาค และแนวรับที่แตก อาจแปลว่าตลาดต้องใช้เวลาสะสมกำลังใหม่อีกพักใหญ่ ก่อนจะเลือกทิศทางชัดเจน


ฉากทัศน์หลักที่นักลงทุนควรมอง


หลายสำนักวิจัยเริ่มเลิกให้เป้าเดียวแบบจุดเดียว แล้วหันมาพูดเป็นกรอบช่วงราคาแทน ฝั่งระมัดระวังมองว่าช่วงปลายปี 2025 บิตคอยน์อาจเคลื่อนอยู่ในกรอบประมาณ 79,000–91,000 ยูโร ขณะที่มุมมองระยะสั้นประมาณ 3–6 เดือน มักกล่าวถึงกรอบ 86,000–107,000 ดอลลาร์ ที่ราคาอาจแกว่งขึ้นลงแรงภายในช่วงนี้ตามข่าวและกระแสเงิน


  • ฉากทัศน์บูล: กระแสเงิน ETF กลับมาเป็นบวก เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด และราคากลับยืนเหนือ 97,647 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง เปิดโอกาสกลับไปทดสอบโซน 107,000 ดอลลาร์และจุดสูงสุดเดิม 126,198 ดอลลาร์


  • ฉากทัศน์ออกข้าง: เงินไหลเข้ายังแกว่งตัว เศรษฐกิจส่งสัญญาณไม่ชัด BTC แกว่งอยู่ระหว่าง 86,000–107,000 ดอลลาร์ ทำให้สายเทรนด์ตามยาก แต่สายเล่นกรอบมีโอกาสทำกำไรได้หากบริหารความเสี่ยงดีพอ


  • ฉากทัศน์พักฐานลึก: หากราคาหลุดโลว์แถว 80,500 ดอลลาร์อีกครั้ง และมาพร้อมกระแสเงิน ETF ไหลออกระลอกใหม่หรือตลาดหุ้นถูกเทขายอย่างหนัก โอกาสลงไปโซนล่างของกรอบ 79,000–91,000 ยูโรจะเพิ่มขึ้น


  • ฉากทัศน์ช็อกจากมหภาค: ข่าวเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจที่ต่างจากคาดอย่างรุนแรงอาจทำให้เฟดต้องเปลี่ยนนโยบายเร็ว ส่งผลให้บิตคอยน์วิ่งหลุดกรอบทั้งด้านบนหรือด้านล่างอย่างฉับพลัน



สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ สิ่งที่ทำได้ดีกว่าการทายจุดยอดหรือจุดต่ำสุด คือการคิดเป็นฉากทัศน์ล่วงหน้า แล้วกำหนดแผนรับมือ เช่น ถ้าราคากลับไปเหนือ 100,000 ดอลลาร์พร้อมเงินไหลเข้าแรงจะทำอย่างไร หรือถ้าร่วงกลับไปทดสอบโซน 80,000 ดอลลาร์พร้อมข่าวลบมหภาคจะจัดการพอร์ตอย่างไร การเตรียมแผนก่อนช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์ในจังหวะตลาดเหวี่ยง


กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนแต่ละประเภท


วิธีคิดและการรับมือของแต่ละคนต่างกันตามสไตล์และกรอบเวลา สายถือยาวอาจสนใจภาพ 5–10 ปีมากกว่ากราฟรายวัน ขณะที่สายเทรดระยะสั้นสนใจเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ส่วนคนทั่วไปที่ถือ BTC เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของพอร์ตจะเน้นไปที่การไม่ให้ส่วนนี้สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็น


  • สายถือยาวควรทบทวนเหตุผลที่ลงทุน เช่น มองเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า ระยะยาว หรือมองเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการเงิน และตรวจสอบว่าธีมเหล่านั้นยังไม่เปลี่ยนไปเพราะการย่อครั้งนี้


  • นักลงทุนพอร์ตผสมสามารถกำหนดสัดส่วนเป้าหมายของ BTC ในพอร์ต เช่น 1–5 เปอร์เซ็นต์ แล้วทำการรีบาลานซ์เมื่อราคาขึ้นหรือลงแรง เพื่อไม่ให้ส่วนคริปโตโตเกินหรือเล็กเกินจากภาพรวมทรัพย์สิน


  • สายเทรดแอ็กทีฟควรให้ความสำคัญกับโซนราคาอย่าง 88,000–90,000 ดอลลาร์ 97,647 ดอลลาร์ และบริเวณ 107,000 ดอลลาร์ พร้อมติดตามข้อมูล ETF Flow, Funding rate และ Open interest อย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเข้าออก


  • สายเลเวอเรจสูงอาจต้องมองพฤศจิกายนเป็นบทเรียนว่า การเดาทิศถูกไม่เพียงพอ หากขนาดและเลเวอเรจของสถานะใหญ่เกินไปจนทนความผันผวนระหว่างทางไม่ได้



ไม่ว่าคุณจะอยู่กลุ่มไหน กติกาพื้นฐานยังเหมือนเดิม คือกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รู้ว่าพอร์ตจะเสียหายได้แค่ไหนโดยยังนอนหลับสบาย และไม่ใช้เงินที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมาเล่นในตลาดที่ผันผวนสูงอย่างคริปโต การมีแผนออกจากสถานะที่ชัดเจนสำคัญพอ ๆ กับการมีแผนเข้า


บทเรียนระยะยาวจากพฤศจิกายน


บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดจากเดือนพฤศจิกายนอาจไม่ใช่เรื่องจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของราคา แต่คือการที่บิตคอยน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลกเต็มตัวแล้ว เมื่อ ETF, ธนาคาร, กองทุน และกฎเกณฑ์การจัดพอร์ตเข้ามาเกี่ยวข้อง วัฏจักรของบิตคอยน์จึงถูกกำหนดโดยทั้งปัจจัยในโลกคริปโตและปัจจัยมหภาคไปพร้อมกัน


จากนี้เมื่อถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับบิตคอยน์” คำตอบจึงไม่ใช่แค่เรื่องกระแสในทวิตเตอร์หรือข่าวในวงการคริปโตอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงกระแสเงินของ ETF การประชุมเฟด ทิศทางของตลาดหุ้น และความอยากรับความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกด้วย สำหรับนักลงทุนรายย่อย การเข้าใจสะพานเชื่อมระหว่างโลกคริปโตกับ TradFi กลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญมากกว่าการตามสัญญาณจากอินฟลูเอนเซอร์เพียงอย่างเดียว และเช่นเคย นี่คือกรอบคิด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ทุกคนต้องตัดสินใจตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเอง


เช็กแอปเทรดคริปโตที่ดีที่สุด