Home » หุ้น »

เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น NVIDIA?

ถ้าเปิดกราฟเฉพาะวันประกาศงบ Q3 FY2026 คุณจะเห็นแค่แท่งเขียวยาว ๆ และมาร์เก็ตแคปของ Nvidia ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง แต่ถ้าซูมออกไปหน่อยจะเห็นว่าไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น หุ้นตัวเดียวกันเพิ่งโดนขายลงราว 18% จากจุดสูงสุดเดือนตุลาคม เพราะตลาดทั้งโลกเริ่มกลัวว่าซูเปอร์ไซเคิล AI กำลังเข้าสู่โหมด “พักยก” แล้ว การห้ามส่งออกชิปจีน การเมืองสหรัฐ และการเฮดจ์ผ่านออปชันทำให้ราคาถูกกดลงมาจนปิดก่อนงบที่ 144.86 ดอลลาร์ ในบทความฉบับภาษาไทยนี้ เราจะเล่าทั้งเส้นทางลง–ดีดกลับแบบละเอียด: ข่าวไหนเขย่าราคา, งบจริงออกมาแกร่งแค่ไหน, ทำไมคำว่า “AI capex พีคแล้ว” ถึงถูกเผาทิ้งในคืนเดียว และสำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังคิดจะ “ซื้อดิป” หรือ “ถือยาว” จะต้องคิดเรื่องความเสี่ยงอะไรเพิ่มบ้างก่อนกดปุ่มส่งคำสั่ง.

จากร่วงแรงสู่ดีดกลับ


จะตอบให้เคลียร์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ้น Nvidia เราต้องย้อนกลับไปดูเฟสก่อนประกาศงบ Q3 FY2026 ก่อน เพราะสิ่งที่หลายคนจำได้คือ “งบดี ราคาพุ่ง” แต่สิ่งที่ทำให้งบนี้สำคัญมากจริง ๆ คือมันมาหลังจากช่วงเวลาที่ตลาดเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า AI ซูเปอร์ไซเคิลจะไปต่อได้แค่ไหน ช่วงก่อนงบจึงเป็นเหมือนการทดสอบว่าเมื่อเจอข่าวลบหลายด้านพร้อมกัน หุ้นที่ราคาสูงและเป็นหัวแถวของธีม AI จะทนแรงสั่นสะเทือนได้แค่ไหน


จากคืนป๊อปแชมเปญสู่โหมดระแวง


ปลายเดือนตุลาคม Nvidia ดูเหมือนจะอยู่ในโหมด “พระเอกไม่มีจุดอ่อน” หุ้นปิดด้วยมาร์เก็ตแคปทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ราคาปิดสัปดาห์อยู่ราว ๆ 208.40 ดอลลาร์ และไม่กี่วันถัดมาก็เปิดที่ 210 ดอลลาร์ ทะลุอินทราเดย์ 212 ดอลลาร์ ทำ all-time high ใหม่อีกครั้ง โซเชียลอย่าง Reddit ตั้งฉายาแบบขำ ๆ แต่จริงจังว่าเป็น “AI king forever” เหมือนหุ้นตัวนี้เป็นเจ้าของอนาคต AI ทั้งโลกอยู่คนเดียว


แต่ตลาดไม่เคยปล่อยให้ใครอยู่ในโหมดปาร์ตี้ยาว ๆ ได้ตลอด ข่าวลบลูกแรกมาจากฝั่งจีน หนังสือพิมพ์ South China Morning Post รายงานว่า “ปักกิ่งแอบห้ามใช้ชิป AI จากต่างชาติในดาต้าเซ็นเตอร์ภาครัฐ” กฎจริงซ่อนอยู่ในเอกสารทางการยาว 47 หน้า แต่ในโลกการเทรดด้วยอัลกอริทึม หัวข้อข่าวใหญ่ ๆ สำคัญกว่ารายละเอียดเล็ก ๆ พอถึงเช้าตลาดนิวยอร์ก Nvidia ก็โดนเทลงประมาณ 4% ภายในเวลาไม่นาน


ถัดมา Reuters รายงานคำยืนยันจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐว่า GPU ตระกูล Blackwell “ยังคงอยู่ในลิสต์ควบคุมการส่งออกไปจีน ณ ตอนนี้” แม้จีนจะคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 5% ของรายได้ Data Center (และเป็น single digit ต่ำ ๆ ของรายได้รวม) แต่สำหรับตลาด ความหมายคือ “policy risk ยังไม่หายไปไหน” และในหุ้นที่เทรดบนค่า P/E และ P/S สูงมาก ๆ แค่การหมุนมุมมองความเสี่ยงเพิ่มนิดเดียวก็เพียงพอจะบีบ multiple ลงได้หลายเปอร์ตามสไตล์


การเมืองสหรัฐและข่าวดีที่ตลาดทำเป็นไม่ได้ยิน


เสียงรบกวนจากฝั่งการเมืองสหรัฐยิ่งทำให้บรรยากาศหนักขึ้น Wall Street Journal รายงานว่าทีมทรานซิชันของ Trump ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ว่า “จะไม่มีการอุ้ม (bailout) อุตสาหกรรม AI” ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหาด้านเครดิตหรือฟองสบู่ในกลุ่มนี้ ต่อให้นักวิเคราะห์จะเถียงได้ว่าธุรกิจของ Nvidia แข็งแกร่ง ไม่พึ่งเงินรัฐ แต่ประโยคแบบนี้ก็ทำให้นักลงทุนสถาบันคิดเผื่อว่า “ถ้ารอบหน้าเศรษฐกิจสั่นแรง ๆ กลุ่มนี้อาจโดนปล่อยให้ล้มเอง”


ด้านบวกเองก็มี Nvidia ออกข่าวดีว่าได้ดีลกับ Samsung, Deutsche Telekom และ Nokia เพื่อนำแพลตฟอร์ม Blackwell ไปใช้รันงาน 5G + AI ในเครือข่ายของพวกเขา ซึ่งในภาวะปกติข่าวแบบนี้ควรจะดัน sentiment ขึ้นอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือหุ้นดีดในช่วง after-hours แค่ประมาณ 1% ก่อนจะคืนกำไรเกือบหมดในวันถัดมา สำหรับคนที่เคยถือหุ้นเติบโตในไทยแล้วเจอเคส “ข่าวดีขึ้นนิดเดียว ข่าวร้ายลงยาว ๆ” นี่คือสัญญาณว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นเริ่มล้าและระวังตัวมากแล้ว


ออปชัน, โหมดลบแกมมา และการลากทั้งธีม AI ลงมาด้วยกัน


ใต้ผิวน้ำ สิ่งที่ทำให้การปรับฐานแรงกว่าที่ตัวข่าวสมควรจะสร้างได้คือ “โครงสร้างออปชัน” ปริมาณ put options เพิ่มขึ้นชัด โดยเฉพาะสัญญาระยะสั้น (1–2 สัปดาห์) ที่ strike ไปกองกันแถวช่วง 195–188 ดอลลาร์ คนที่ขาย put เหล่านี้ (ส่วนมากคือดีลเลอร์/market maker) ต้องเฮดจ์ความเสี่ยงด้วยการ short หุ้นหรือฟิวเจอร์ส เมื่อราคาหลุดแต่ละระดับ ผลลัพธ์คือเข้าโหมด negative gamma: ราคายิ่งลง พวกเขายิ่งต้องขายเพิ่ม การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ จากข่าวจึงถูกขยายเป็นการไหลลงหลายดอลลาร์


ในเวลาเดียวกัน หุ้นทั้งกลุ่ม AI ก็โดนเทขายเป็นแพ็ก CNBC รายงานว่า AMD, Broadcom และ Marvell ลงวันเดียว 5–7% ซึ่งสำหรับคนจัดพอร์ตระดับฟันด์ นี่คือสัญญาณชัดว่าเกิด sector-wide de-risking หรือการลดความเสี่ยงทั้งธีม ไม่ใช่แค่ไม่ชอบ Nvidia ตัวเดียว กองทุนที่ถือบาสเก็ต AI ต้องตัดทั้งตะกร้า กองทุนดัชนีที่น้ำหนัก Nvidia สูงก็ขายตามดัชนี ทำให้แรงกดดันจากระบบเพิ่มขึ้นอีกชั้น


จากจุดสูงสุดบริเวณ 212 ดอลลาร์ หุ้นค่อย ๆ ไหลลงต่ำกว่า 192 ดอลลาร์ ก่อนจะลงไปแตะโซนประมาณ 187–188 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจากเดือนกันยายน พอเข้าช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน Nvidia ลงมาประมาณ 18% จากจุดสูงสุดเดือนตุลาคม และลดลงราว 8% ในเดือนพฤศจิกายน ก่อนประกาศงบเพียงไม่กี่วัน บรรยากาศในห้องเทรดเลยเปลี่ยนจาก “ของมันต้องมี” เป็น “หรือ AI capex พีคไปแล้ว?”


ก่อนงบ: ตลาดกลัวอะไรอยู่กันแน่?


ถ้าจะสรุปให้สั้นแบบสไตล์ห้องเม่าไทย มุมมองหมี (bears) ก่อนงบ Q3 คือประมาณนี้: 1) ข้อจำกัดส่งออกจะเริ่มบีบคำสั่งซื้อ Hopper จากจีนและอาจลามไปภูมิภาคอื่นผ่านเครือข่ายพันธมิตร 2) ลูกค้ารายใหญ่จะหยุดซื้อของรุ่นเก่าเพื่อรอ Blackwell ทำให้เกิด “ช่องว่างคำสั่งซื้อ” 3) สินค้ารุ่นใหม่จะมากินมาร์จิ้น ทำให้กำไรโตไม่ทันรายได้ 4) วัฏจักรการลงทุนใน AI (AI capex) ขึ้นมาสูงจนถึงเวลาต้องพัก ถ้าดูแค่กราฟ ราคาปิดก่อนงบที่ 144.86 ดอลลาร์สะท้อนความรู้สึกแบบ “เรื่องยังดีอยู่ แต่ growth อาจไม่โหดเท่าเดิมแล้ว”


ตารางเช็กก่อนเข้า “ห้องสอบ” Q3


  • โครงสร้างผู้ถือหุ้น: retail สูง, ฟันด์ใหญ่ถือเยอะ, ระบบเทรดเชิงปริมาณและออปชันเข้ามามีบทบาท ทำให้หุ้น sensitive ต่อข่าวมากเป็นพิเศษ


  • มูลค่า (valuation): มาร์เก็ตแคประดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์คือการบอกกลาย ๆ ว่า “ตลาดจ่ายล่วงหน้าให้ AI 10 ปีแล้ว” ทุกตัวเลขที่ออกมาหลังจากนี้จึงต้องพิสูจน์ว่าคุ้มราคาจริง


  • ความเสี่ยงด้านนโยบาย: กฎส่งออกสหรัฐ–จีน และท่าทีของรัฐบาลสหรัฐต่ออุตสาหกรรม AI มีผลโดยตรงต่อส่วนลดความเสี่ยง (risk premium) ที่นักลงทุนเรียกเพิ่ม


  • ภาพรวมทั้งเซกเตอร์: หุ้น AI ตัวอื่น ๆ เริ่มอ่อนแรงพร้อมกัน ทำให้เรื่อง “ซูเปอร์ไซเคิลกำลังพัก” ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นในสายตาตลาด


  • คาดการณ์แฝง (whisper number): นักวิเคราะห์บนกระดาษยังให้ภาพสวย แต่เบื้องหลังเริ่มลดความคาดหวังจาก “accelerate” เป็น “แค่โตดี ๆ ก็พอ”



นี่คือฉากหลังที่ทำให้งบ Q3 FY2026 กลายเป็นจุดพลิกเกมสำคัญ เพราะถ้าตัวเลขออกมาแค่ “โอเค” หุ้นอาจไม่ฟื้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ Nvidia เลือกเปลี่ยนคำถามจาก “จะชะลอไหม” ไปเป็น “จะเร่งต่อได้อีกแค่ไหน” แทน


ช็อกจากงบไตรมาสสาม


คืนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 Nvidia ประกาศผลประกอบการ Q3 FY2026 ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็น “งบยืนยันซูเปอร์ไซเคิล AI” ตัวเลขไม่ได้แค่ชนะคาด แต่เป็นการบอกตลาดตรง ๆ ว่า วัฏจักรลงทุนด้าน AI ยังไม่ใกล้จบ และคนที่หวังจะเห็นยอดใช้จ่ายชะลอลงอาจต้องรอไปอีกหลายปี ส่วนใครที่ถือหุ้นแล้วกลัวว่าจะพลาด “ไฟเขียวรอบใหญ่” งบนี้ก็คล้ายการย้ำว่าเกมยังไม่ over สำหรับนักลงทุนระยะยาว


Q3 FY2026: ตัวเลขที่ทำให้ตลาดหงายหลัง


เริ่มจากด้านบนสุดของงบ การเติบโตของรายได้รวมอยู่ที่ 57.03 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อนหน้า เทียบกับคอนเซนซัสที่คาดไว้ราว 54.8–55.3 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่า Nvidia ทะลุคาดไปอีกราว 2 พันล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเลข “กระซิบ” ในตลาดถูกยกขึ้นมาค่อนข้างสูงก่อนหน้านี้แล้ว การจะเติบโตระดับนี้ในบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปแถว 5 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ใช่เรื่องปกติ และส่งสัญญาณชัดว่าความต้องการด้าน AI compute ยังอยู่ในเกียร์สูง


หัวใจของธุรกิจอย่าง Data Center ทำรายได้ 51.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 66% YoY และ 25% QoQ คิดเป็นประมาณ 89.8% ของรายได้รวม พูดง่าย ๆ คือธุรกิจอื่นอย่างเกมมิง รถยนต์ หรือ professional visualization กลายเป็นเพียงตัวเสริมในภาพใหญ่ สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นคือ “Hyperscaler, Enterprise และรัฐบาลทั่วโลกยังซื้อของจริงไหม” และตัวเลขนี้คือคำตอบแบบไม่ต้องตีความ


ด้านกำไร Non-GAAP EPS อยู่ที่ 1.30 ดอลลาร์ ชนะคาด 0.04–0.05 ดอลลาร์ GAAP Net Income ขึ้นมาแตะ 31.92 พันล้านดอลลาร์ เติบโตประมาณ 65% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนที่น่าจับตาคือ Non-GAAP Gross Margin ที่ 75.0% ทรงตัว QoQ และสูงกว่าปีก่อนราว 160 basis points ทั้ง ๆ ที่ Blackwell ซึ่งโดยปกติจะเริ่มจากมาร์จิ้นต่ำกว่าในช่วงแรก กำลัง ramp up อยู่ แปลว่าพลังการตั้งราคา (pricing power) บวกกับการขายเป็นระบบ (systems) และซอฟต์แวร์เสริมช่วยกันดันโครงสร้างกำไรให้ยืนอยู่ในโซน “เทพ” ต่อไปได้


ค่าใช้จ่ายฝ่ายปฏิบัติการ (Operating Expenses) อยู่ที่ 4.83 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเพียง 18% YoY เทียบกับรายได้ที่โต 62% หมายถึง Operating Leverage ของบริษัทอยู่ในระดับที่หลายธุรกิจซอฟต์แวร์ยังต้องอิจฉา สำหรับนักลงทุนสาย value นี่คือสัญญาณว่า Nvidia ไม่ได้ “ซื้อ growth ด้วยต้นทุนกำไร” แต่เปลี่ยน growth ให้กลายเป็นกำไรได้จริง


แนวโน้ม Q4: ไม่ใช่แค่ดี แต่โหดมาก


สิ่งที่ทำให้ทั้งตลาดต้องเลื่อนเซลล์ “AI downturn” ทิ้งไปก่อน คือแนวโน้ม Q4 FY2026 ที่ผู้บริหารให้ไว้ Nvidia คาดการณ์รายได้ Q4 ที่ 65 พันล้านดอลลาร์ ±2% ซึ่งถ้าดูที่ midpoint ประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับปีก่อนคือโตประมาณ 94% และโต 14% จากไตรมาสล่าสุด ขณะที่ Street เคยคาดไว้แถว ๆ 62.5–63 พันล้านดอลลาร์ นั่นคือทางบริษัทโบกมือลา guidance แบบ “แค่ตรงคาด” แล้วเดินหน้าไปโหมด “ยกเพดานใหม่ทั้งชุด”


เมื่อแยกตามเซกเมนต์แล้ว Q4 Data Center ที่แฝงอยู่ในตัวเลขนี้น่าจะอยู่แถว ๆ 59–60 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเคยประเมินไว้ราว 56–57 พันล้านดอลลาร์ ความต่างตรงนี้ไม่ได้แค่สวยงามในเชิงสถิติ แต่มันบอกว่าลูกค้ารายใหญ่ไม่เพียงไม่หยุดซื้อ แต่กำลังเร่งลงทุนเพิ่มในระดับที่สูงกว่าที่โมเดลส่วนใหญ่คิดไว้ด้วยซ้ำ


บนสาย conference call Jensen Huang พูดตรงมากว่าความต้องการ Blackwell “off the charts” หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเยอะจนกราฟปกติเอามาอธิบายไม่ได้ เขาบอกว่าความต้องการ GPU สำหรับ cloud provider ถูกจองเต็มสำหรับ 12 เดือนข้างหน้า และย้ำว่าบริษัทอยู่ในโหมด ramp การผลิต Blackwell แบบเต็มกำลัง คาดว่าจะทำรายได้ “หลักพันล้านดอลลาร์” ในไตรมาสปัจจุบัน และ “หลักหลายหมื่นล้านดอลลาร์” ในไตรมาสถัดไป สำหรับนักลงทุน นี่คือการเปลี่ยนจากคำถาม “ลูกค้าจะหยุดไหม” เป็น “โรงงานจะผลิตทันไหม” แทน


รื้อทีละข้อ: ทำไม thesis ขาลงถึงพัง


ก่อนงบ มุมมองฝั่งหมีมีเสาใหญ่ ๆ สี่ต้นรองรับ: จีน, pause ก่อน Blackwell, มาร์จิ้นโดนบีบ และ AI capex ใกล้สุดทาง งบชุดนี้กับคำอธิบายใน call ช่วยรื้อแต่ละข้อออกทีละเสต็ป


  • จีน: ผู้บริหารเน้นว่ารายได้จากจีนอยู่ที่ราว 5% ของ Data Center (และต่ำกว่า 5% ของรวม) ซึ่งแปลว่าต่อให้ถูกตัดไปหมด ธุรกิจก็ยังไปต่อได้ในภาพใหญ่ ความเสี่ยงด้านนโยบายจึงเป็นเรื่อง “จังหวะ” มากกว่า “จุดจบของธุรกิจ”


  • Pause ก่อน Blackwell: ข้อมูลจริงในงบแสดงว่าลูกค้าซื้อทั้ง Hopper และ Blackwell พร้อมกันมากกว่าจะหยุดซื้อของเก่าเพื่อรอของใหม่ เพราะ workload ส่วนใหญ่ต้องการคลัสเตอร์ที่ขยายต่อเนื่อง ไม่ใช่รีเซ็ตใหม่หมด


  • มาร์จิ้น: แม้ Blackwell จะเริ่ม ramp แต่ Non-GAAP Gross Margin ยังยืน 75% และดีขึ้น YoY สะท้อนว่าการขายเป็นระบบรวม (rack, networking, software) และ ecosystem ที่ผูกลูกค้าแน่นทำให้ Nvidia มีอำนาจการตั้งราคาที่ป้องกันการกัดกินมาร์จิ้นได้ดี


  • AI capex พีคแล้ว: ด้วยการที่ Q4 ยังโต YoY เกือบเท่าตัว และคำอธิบายจากผู้บริหารว่าการใช้จ่ายของ hyperscaler ในปี 2026 จะสูงกว่าปี 2025 ความเชื่อว่า “ฟองสบู่แตกแล้ว” จึงดู mismatch กับข้อเท็จจริงอย่างมาก



Sovereign AI, ระบบทั้งแร็ก และดีลใหญ่ ๆ บนสายโทร


อีกจุดที่น่าสนใจสำหรับคนไทยคือแนวโน้ม “Sovereign AI” หรือโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐระดับชาติสร้าง AI infrastructure ของตัวเอง Nvidia ระบุว่าปัจจุบัน pipeline ของ Sovereign AI อยู่ที่มากกว่า 20 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากราว 10 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า แปลว่าภายใน 3 เดือน มีการขยายโครงการระดับชาติด้าน AI ทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นอีกเสาหลักหนึ่งของดีมานด์ในระยะยาว


ในฝั่งระบบทั้งแร็ก (NVL72, NVL144) Jensen ชี้ว่า slot การผลิตส่วนใหญ่ในปี 2026 แทบจะถูกจองเต็มแล้ว ความท้าทายจึงย้ายจาก “ขายได้ไหม” ไปเป็น “ส่งมอบทันไหม” มากกว่า พร้อมกันนี้บนสาย call ยังมีการเอ่ยถึงดีลอย่าง Meta ที่สั่งซื้อ Blackwell GPUs เพิ่มอีกราว 350,000 ตัวสำหรับปี 2026 และ Tesla ที่ Elon Musk บอกเองว่าจะใช้เงิน 3–4 พันล้านดอลลาร์กับ Nvidia ในปีหน้าเพื่อสร้าง Dojo และระบบ AI อื่น ๆ Grace-Blackwell superchips ก็ถูกส่งไปยังผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทุกรายแล้วด้วย ภาพรวมทั้งหมดนี้ทำให้ Nvidia ดูไม่ใช่แค่ “ผู้ขายชิป” แต่เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานของการคำนวณแบบเร่งความเร็ว (accelerated compute) ทั่วโลก


ราคาหุ้นตอบสนองยังไง: classic Nvidia move


ในแง่ของราคา หุ้น Nvidia ปิดตลาดปกติวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ 144.86 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่ารีบาวด์จากโลในเดือนมาแล้วระดับหนึ่ง แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมพอสมควร หลังงบออก ราคาพุ่งในช่วง after-hours สูงสุดถึง 155.18 ดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ +7.1% ก่อนจะปรับลงมาลงหลัก 153–154 ดอลลาร์ในช่วง premarket เช้าวันถัดมา (บวกประมาณ 6–6.5% เมื่อเทียบกับราคาปิดก่อนหน้า)


สิ่งที่สำคัญกว่าคือมาร์เก็ตแคปที่กลับขึ้นมาเหนือ 5 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ขึ้นมาเพราะ “ฝันไกล” เพียงอย่างเดียว แต่มีตัวเลขกำไรจริงและ guidance ใหม่รองรับ โดยประมาณอยู่แถว ๆ 5.07 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนเปิดตลาดปกติ พูดได้ว่าการปรับฐานในเดือนพฤศจิกายน (−8% เข้าก่อนงบ และราว −18% จากจุดสูงสุดเดือนตุลาคม) ถูก “ล้าง” ไปได้แทบทั้งหมดในคืนเดียว ซึ่งถ้าใครตามหุ้นตัวนี้มาสักระยะจะรู้ว่า pattern แบบ “บีบลงก่อนงบ แล้วยิงยาวทีเดียวหลังประกาศ” เป็นอะไรที่ Nvidia ทำให้เห็นมาหลายรอบแล้ว


ห้าตัวเลขสั้น ๆ ที่เปลี่ยนเกม


  • 57.03 พันล้านดอลลาร์ – รายได้รวม Q3 โต 62% YoY / 22% QoQ ชนะคาดราว 2 พันล้านดอลลาร์


  • 51.2 พันล้านดอลลาร์ – รายได้ Data Center โต 66% YoY / 25% QoQ เป็นสัดส่วนเกือบ 90% ของทั้งหมด


  • 75.0% – Non-GAAP Gross Margin ทรงตัว QoQ และดีขึ้น 160 bps YoY แม้ Blackwell กำลัง ramp


  • 65 พันล้านดอลลาร์ ±2% – แนวโน้มรายได้ Q4 โต ~94% YoY / ~14% QoQ ยกเพดานคาดการณ์ Street ทั้งกระดาน


  • >5 ล้านล้านดอลลาร์ – มาร์เก็ตแคปที่กลับขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มี earnings power ที่พิสูจน์แล้วเป็นตัวหนุน



รวมกันแล้ว งบชุดนี้ไม่ใช่แค่ “ผ่าน” แต่คือ “เร่งเครื่อง” และสำหรับธีมระดับซูเปอร์ไซเคิล ความต่างตรงนี้ใหญ่กว่าที่กราฟวันเดียวจะเล่าได้ทั้งหมด


หุ้น NVIDIA: ยังเป็นโอกาสหรือมีมูลค่าสูงเกินไป?

หุ้น NVIDIA: ยังเป็นโอกาสหรือมีมูลค่าสูงเกินไป?

ความหมายสำหรับนักลงทุนไทย


เมื่อฝุ่นเริ่มจาง ภาพที่ชัดเจนคือ งบ Q3 FY2026 ของ Nvidia ไม่ได้แค่ช่วยหุ้นเด้งจากแรงขายก่อนหน้า แต่มันเปลี่ยนโทนการสนทนาเกี่ยวกับ AI ทั้งระบบจาก “จะจบหรือยัง” เป็น “จะใหญ่ขนาดไหน” สำหรับนักลงทุนไทยที่เริ่มมี exposure กับ Nvidia ผ่านพอร์ตต่างประเทศ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือแม้แต่ ETF ธีม AI ทั่วโลก สิ่งสำคัญไม่ใช่คำถามว่า “งบนี้ดีไหม” (เพราะชัดเจนว่าดีมาก) แต่คือ “ในบริบทความเสี่ยงของเราเอง งบนี้ควรทำให้เราขยับยังไงบ้าง – หรือไม่ควรขยับเลย”


ซูเปอร์ไซเคิล AI เวอร์ชันหลังงบ


ก่อนงบ หลายคนกลัวว่า AI capex เริ่มเข้าโหมด “ดอยสูง” แล้ว และสิ่งที่รออยู่คือช่วงย่อยข้อมูลยาว ๆ แต่ตัวเลขที่ออกมาพร้อมกับคำพูดของ Jensen บอกอีกเรื่องหนึ่ง: ดีมานด์จาก hyperscalers ยังเร่ง, Sovereign AI โตเป็นสองเท่าในสามเดือน, ระบบ Blackwell ทั้งแร็กถูกจองไปไกลถึงปี 2026 และลูกค้าไม่ได้หยุดซื้อ Hopper เพื่อรอของใหม่ แต่เติมทั้งสองรุ่นตามลักษณะงานของตัวเอง ถ้าเอาภาพนี้มาเทียบกับคำว่า “ฟองสบู่” จะเห็นว่าไม่ค่อยเข้ากันนัก


สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แม้รายได้จะโตในระดับที่บริษัทปกติเรียกว่า “สเตียรอยด์” แต่กำไรและมาร์จิ้นก็โตตาม ไม่ได้ถูกบีบให้บางลงเพื่อซื้อยอดขาย สาย value ที่มองว่า Nvidia คือ “หุ้นเติบโตที่ valuation โหด” อาจต้องปรับมุมมองใหม่ เพราะตอนนี้มันเริ่มมีคุณลักษณะของ “แพลตฟอร์มผูกขาดกำไรสูง” มากขึ้นเรื่อย ๆ คือยิ่งขายมาก ยิ่งทำกำไรต่อหน่วยได้ดี


ระยะสั้น: เลเวลราคา, flow และอารมณ์


ในระยะสั้น ตลาดจะโฟกัสไปที่ระดับราคาและโครงสร้างออปชันเป็นหลัก หลังงบราคาขึ้นมาแถว ๆ 153–154 ดอลลาร์ใน premarket ทำให้โซน 160–170 ดอลลาร์เริ่มถูกพูดถึงในฐานะ “ย่านที่อาจไป test” ถ้าหากออปชันดีลเลอร์ต้องไล่ซื้อหุ้นเพื่อเฮดจ์ (short gamma ขึ้นด้านบน) จากมุมมองของนักลงทุนไทยที่ถือผ่านกองทุนหรือ DR การขยับระดับนี้อาจไม่รู้สึกแรงเท่าคนที่ถือหุ้นตรง แต่ก็จะสะท้อนใน NAV อยู่ดี


มองไกลออกไปอีกหนึ่งรอบงบ การพูดถึงราคาบริเวณ 200 ดอลลาร์ในฐานะ “เป็นไปได้ถ้า Blackwell ramp และมาร์จิ้นออกมาตามที่บริษัทใบ้ไว้” ก็ไม่ใช่เรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไป แต่การไปถึงจุดนั้นไม่ได้มีทางเดียวเสมอไป อาจเป็นทางเลียบขึ้นพร้อม sideway หนัก ๆ ระหว่างทาง หรือเป็นทางแบบ “ขึ้นแรง–พักแรง” หลายรอบ สิ่งที่สำคัญสำหรับคนไทยคืออย่าปรับพอร์ตตามกราฟวันต่อวันจนหลุดจากระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้


playbook แบบไม่เพ้อฝันสำหรับนักลงทุนแต่ละแบบ


เพื่อลดความ FOMO และความกลัวพลาดขบวน ลองแยกเป็นกรอบตามสไตล์นักลงทุน (ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่เป็น framework ให้คิด)


  • สายยาวพื้นฐาน (ถือ 3–5 ปีขึ้นไป): งบ Q3 + guidance Q4 คือสัญญาณค่อนข้างชัดว่า AI infrastructure-cycle ยังเดินต่ออย่างน้อยถึง 2026–2027 ในระดับสูง สิ่งที่ควรโฟกัสคือภาพรวมดีมานด์ (hyperscalers, sovereign, enterprise) โครงสร้างมาร์จิ้น และความสามารถในการส่งมอบ ไม่ใช่ราคาแกว่งรายวัน การทยอยสะสมตามจังหวะอ่อนตัว อาจเหมาะกว่า all-in หลังงบวันเดียว


  • สายจัดพอร์ตธีม/กองทุน: ถ้าถือกองทุนเทคหรือ AI ที่น้ำหนัก Nvidia สูง งบนี้ช่วยลดความเสี่ยงเชิง “story พัง” แต่เพิ่มคำถามเรื่อง concentration risk แทน คือพอร์ตเราผูกกับหุ้นตัวนี้มากไปไหม ถ้าวันหนึ่งมี drawdown 20–30% จะยังนอนหลับลงหรือเปล่า การกระจายไปยังผู้เล่นอื่นใน value chain (เช่น cloud, networking, อุปกรณ์ไฟฟ้า, data center REIT ในต่างประเทศ) อาจช่วยบาลานซ์ได้


  • สายเทรดสั้น/ออปชัน: Nvidia กำลังเป็น “mini macro event” ทุกครั้งที่ออกงบ โครงสร้าง implied vol และ skew จะสะท้อนทั้งฝั่งอยากตามน้ำขึ้นและฝั่งกลัวโดน rug pull การใช้กลยุทธ์แบบ spread (เช่น call spread, calendar spread, diagonal) ที่กำหนดขอบเขตความเสี่ยงชัดเจน มักเหมาะกว่าเล่น call/put เดี่ยว ๆ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่ถือผ่านโบรกต่างประเทศค่า fee สูง การคุม downside จึงยิ่งสำคัญ


  • สาย “ซื้อดิปสิครับ รออะไร”: งบนี้พิสูจน์ว่าคุณไม่ได้มองโลกสวยเกินไปว่าธุรกิจยังไปต่อได้ แต่ก็เตือนด้วยว่า timing ไม่ใช่เรื่องเล็ก การรับดิปโดยไม่คิดเรื่องขนาด position และจุดตัดขาดทุนเลยอาจทำให้เจ็บยาว สำหรับนักลงทุนไทยที่ใช้เงินเก็บจริง ๆ ไม่ใช่เงินเล่น การกำหนด % พอร์ตสูงสุดสำหรับหุ้นเดี่ยวและยึดตามวินัยสำคัญกว่าการเดาราคาปลายปี



ความเสี่ยงที่งบดีแค่ไหนก็ไม่ลบออกให้


แม้งบจะออกมาสวยมาก แต่ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหายไปหมด อย่างแรกคือความเสี่ยงเชิงนโยบาย–ภูมิรัฐศาสตร์ กฎส่งออกสามารถเข้มงวดขึ้นได้อีก ความสัมพันธ์สหรัฐ–จีน–ยุโรปอาจทำให้รูปแบบดีมานด์เปลี่ยน โดยเฉพาะถ้ามีประเทศเลือกพัฒนา “สแต็กของตัวเอง” มากขึ้นในระยะยาว แม้ในปัจจุบัน Nvidia จะยังเป็นตัวเลือกหลักเกือบทุกที่ก็ตาม


อย่างที่สองคือความเสี่ยงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานโลก ฝั่งไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์อาจเป็นคอขวดใหม่ที่ทำให้การติดตั้งของลูกค้าช้ากว่าที่ตัวเลขใน order book บอกไว้ ในมุมของนักลงทุน นั่นแปลว่ารายได้อาจเลื่อนจังหวะได้ แม้ดีมานด์จะยังอยู่ครบ และอย่างสุดท้ายคือ “ความเสี่ยงจากขนาด” ที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อบริษัทมีมาร์เก็ตแคปเกิน 5 ล้านล้านดอลลาร์ แค่การเติบโตช้ากว่าคาดเล็กน้อยหรือการบีบ multiple เล็กน้อยก็อาจทำให้ราคาย่อลึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีข่าวลบแรง ๆ


ข้อสรุปใหม่ของคำถามเดิม


ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าต้องตอบคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น Nvidia?” แบบสั้นที่สุด: หุ้นตัวนี้ผ่านวงจรอารมณ์ครบทุกด้านในเวลาไม่กี่สัปดาห์ – จากการฉลองมาร์เก็ตแคป 5 ล้านล้านดอลลาร์และ all-time high ใหม่ ไปสู่การถูกขายลงเพราะกลัวจีน กลัวนโยบาย กลัวว่าซูเปอร์ไซเคิลจบแล้ว ก่อนจะถูกดึงกลับด้วยงบ Q3 FY2026 ที่ประกาศตัวเลข 57.03 พันล้านดอลลาร์รายได้ Data Center 51.2 พันล้านดอลลาร์ มาร์จิ้น 75% และ Q4 ที่ยังโตกว่าเดิมชัดเจน


สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่งบนี้บอกคือ AI ไม่ได้เป็นแค่ “เทรนด์สวย ๆ ในสไลด์พรีเซนต์” แต่กลายเป็นธุรกิจจริงที่สร้างกระแสเงินสดระดับมหาศาลและยังมีคิวลูกค้ายาวออกไปหลายปี Nvidia ในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่หุ้นโมเมนตัม แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของการคำนวณยุคใหม่ไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การที่ภาพใหญ่ดูดีไม่ได้หมายความว่าเราควรกดซื้อโดยไม่คิดเรื่องความเสี่ยงของตัวเอง เพราะแม้ซูเปอร์ไซเคิลจะไปต่อได้ ราคาหุ้นก็ยังพร้อมเหวี่ยงแรงทุกครั้งที่โลกมีข่าวช็อกใหม่ ๆ โผล่มา สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การหา “หุ้นถูกตัว” คือการหา “ขนาดและจังหวะที่ใช่สำหรับเรา” มากกว่า


ลงทุนในหุ้น NVIDIA