ทำความเข้าใจว่าส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขายส่งผลต่อต้นทุนการซื้อขายและสภาพคล่องของตลาดอย่างไร คู่มือนี้จะอธิบายกลไก สาเหตุ และผลกระทบที่แท้จริงต่อการซื้อขาย
การแก้ไขตลาดเทียบกับตลาดหมีอธิบาย
ทำความเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการแก้ไขตลาดและตลาดหมี รวมถึงสาเหตุ ระยะเวลา และกลยุทธ์ของนักลงทุน
การปรับฐานตลาดคืออะไร?
การปรับฐานตลาดคือการลดลงในระยะสั้นของราคาหุ้น พันธบัตร หรือดัชนี โดยทั่วไปหมายถึงการลดลง 10% ถึง 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด การปรับฐานสามารถเกิดขึ้นได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท และมักถูกมองว่าเป็นลักษณะธรรมชาติของตลาดการเงิน การปรับฐานของตลาดสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวตามความกังวลเกี่ยวกับมูลค่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
ลักษณะของการปรับฐานของตลาด
- ขนาด: โดยทั่วไปแล้วการปรับฐานจะมีการลดลงระหว่าง 10% ถึง 20%
- ระยะเวลา: มักใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน
- การฟื้นตัว: ตลาดมักจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง
- การเกิดขึ้น: การปรับฐานเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดัชนีหลักๆ จะมีการปรับฐานทุกๆ 12 ถึง 18 เดือน
คำว่า 'การปรับฐาน' หมายถึงการปรับสมดุลตามธรรมชาติ ซึ่งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเกินจริงจะกลับสู่ราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น การปรับฐานช่วยควบคุมการเติบโตที่มากเกินไปและนำตลาดให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ
ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย
การปรับฐานของตลาดอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่:
- รายงานผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์
- การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงิน
- ความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
- ตัวชี้วัดเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณการชะลอตัว
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเปลี่ยนแปลง ซึ่งมักเกิดจากความกลัวหรือการเก็งกำไร
เนื่องจากการปรับฐานเกิดจากปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตวิทยา จึงคาดการณ์ได้ยาก อย่างไรก็ตาม ความถี่และระยะเวลาที่สั้นกว่าทำให้การปรับฐานไม่รุนแรงเท่ากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ยาวนานกว่า เช่น ตลาดหมี
มุมมองทางประวัติศาสตร์
ในอดีต การปรับฐานไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายระยะยาวในตลาดการเงิน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ประสบกับการปรับฐานหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ฟื้นตัวภายในสี่เดือน เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าตลาดมีความผันผวนโดยเนื้อแท้ และความผันผวนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของวิกฤตการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเสมอไป
พฤติกรรมของนักลงทุนในช่วงการปรับฐาน
นักลงทุนหลายคนมองว่าการปรับฐานเป็นโอกาสในการซื้อ ทำให้สามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่ตกต่ำชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในช่วงการปรับฐานยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการขายแบบตื่นตระหนกได้อีกด้วย โดยทั่วไปที่ปรึกษาทางการเงินแนะนำให้รักษามุมมองระยะยาวและกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำชั่วคราวดังกล่าว
การเข้าใจว่าการปรับฐานเป็นเรื่องปกติ สามารถช่วยให้นักลงทุนมีสติและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวน
ตลาดหมีคืออะไร?
ตลาดหมี คือ การที่มูลค่าของดัชนีตลาดการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง 20% หรือมากกว่า โดยส่วนใหญ่คือตลาดหุ้น จากจุดสูงสุดล่าสุด ต่างจากการปรับฐานของตลาด ตลาดหมีมักส่งสัญญาณถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจหรือเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่า และมักจะกินเวลานานกว่ามาก
ลักษณะของตลาดหมี
- ขนาด: ลดลง 20% หรือมากกว่าจากจุดสูงสุดล่าสุด
- ระยะเวลา: อาจกินเวลานานหลายเดือนถึงหลายปี
- สาเหตุ: มักเกี่ยวข้องกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก หรือผลกระทบที่แพร่กระจายไปในภาคส่วนต่างๆ และภูมิศาสตร์ต่างๆ
- การฟื้นตัว: ใช้เวลานานกว่ามาก และอาจต้องปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจหรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก
ตลาดหมีถือเป็นภาวะตลาดขาลงที่รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับการปรับฐาน ปัจจัยเหล่านี้อาจเกิดจากปัญหาที่กว้างขวาง เช่น GDP ที่ลดลง อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ฟองสบู่สินทรัพย์ที่พังทลาย และความล้มเหลวทางการเงินเชิงระบบ
ปัจจัยขับเคลื่อนทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจ
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการปรับฐานและภาวะตลาดหมีอยู่ที่บทบาทของจิตวิทยานักลงทุน ตลาดหมีถูกขับเคลื่อนด้วยมุมมองเชิงลบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นในการเติบโตในอนาคต นำไปสู่วงจรป้อนกลับของแรงขาย ซึ่งยิ่งกดราคาให้ตกต่ำลงไปอีก
นอกจากนี้ ตลาดหมีมักเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว รายได้ที่ลดลง การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง และภาวะสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อาจทำให้ภาวะตกต่ำรุนแรงขึ้น การแทรกแซงของรัฐบาลและธนาคารกลาง เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มักเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสภาพคล่อง
ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์
- วิกฤตดอทคอม (2000–2002): ตลาดหมีที่ยืดเยื้อซึ่งเกิดจากการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่สูงเกินจริง ซึ่งขัดกับความล้มเหลวของบริษัทอินเทอร์เน็ตในยุคแรกๆ จำนวนมาก
- วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก (2007–2009): ตลาดหมีนี้เกิดจากวิกฤตการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและความล้มเหลวของระบบธนาคารอย่างกว้างขวาง โดยดัชนีตลาดหุ้นโลกลดลงมากกว่า 50% ในบางกรณี
- วิกฤตโควิด-19 (2020): แม้ว่าการระบาดใหญ่จะกินเวลาสั้น แต่นำไปสู่ตลาดหมีอย่างรวดเร็วเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการปิดตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสุขภาพของโลก
แม้จะเจ็บปวด แต่ตลาดหมีก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรเศรษฐกิจเช่นกัน กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยทดสอบและรีเซ็ตมูลค่า ซึ่งมักจะปูทางไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดที่ฟื้นตัวอีกครั้ง
กลยุทธ์นักลงทุนในตลาดหมี
การซื้อในช่วงที่ตลาดหมีอยู่ในภาวะต่ำอาจให้ผลตอบแทนที่สูงมากเมื่อตลาดฟื้นตัว แต่การกำหนดเวลาให้ถึงจุดต่ำสุดนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง นักลงทุนมักลดการลงทุนในหุ้น เพิ่มเงินสำรอง หรือลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันความเสี่ยง เช่น กลุ่มการดูแลสุขภาพและสาธารณูปโภค
บางคนอาจใช้กลยุทธ์การขายชอร์ตหรือซื้อกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ผกผันเพื่อทำกำไรจากภาวะตลาดที่ตกต่ำ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงและควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินแนะนำให้ลงทุนอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงขาลง โดยพอร์ตการลงทุนจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ความแตกต่างระหว่างการปรับฐานตลาดและภาวะตลาดหมี
แม้ว่าทั้งการปรับฐานตลาดและภาวะตลาดหมีจะเกี่ยวข้องกับการลดลงของราคา แต่ขอบเขต สาเหตุ และผลกระทบต่อนักลงทุนนั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพและการรักษาแนวทางการลงทุนที่รอบคอบ
ตารางเปรียบเทียบ
| คุณสมบัติ | การปรับฐานตลาด | ตลาดขาลง |
|---|---|---|
| เปอร์เซ็นต์การลดลง | 10% ถึง 20% | 20% หรือมากกว่า |
| ระยะเวลา | หลายสัปดาห์ถึงสองสามเดือน | หลายเดือนถึงหลายปี |
| สาเหตุหลัก | ความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นหรือการประเมินมูลค่าในระยะสั้น | ปัญหาเศรษฐกิจหรือการเงินเชิงระบบ |
| ความเชื่อมั่นของนักลงทุน | ความไม่แน่นอนหรือมองโลกในแง่ร้ายเล็กน้อย | มองโลกในแง่ร้ายหรือตื่นตระหนกอย่างมาก |
| การฟื้นตัว | มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว | เป็นเวลานาน; อาจต้องมีการกระตุ้น |
| ความถี่ของการเกิด | ค่อนข้างบ่อย | น้อยครั้ง |
นักลงทุนควรตอบสนองอย่างไร
ระหว่างการปรับฐาน:
- ตั้งสติและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจโดยใช้อารมณ์
- ประเมินโอกาสในตลาด — การปรับฐานสามารถเปิดทางให้เข้าได้
- ทบทวนปัจจัยพื้นฐานของการถือครองพอร์ตโฟลิโอ
- กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภท
ระหว่างตลาดหมี:
- ประเมินระดับการยอมรับความเสี่ยงและเป้าหมายระยะยาวอีกครั้ง
- พิจารณาการจัดสรรสินทรัพย์ใหม่เป็นสินทรัพย์ตั้งรับ การลงทุน
- รักษาเงินสดสำรองไว้สำหรับโอกาสเชิงกลยุทธ์
- ปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อพิจารณาแผนการลงทุน
สำคัญ: การพยายามจับจังหวะตลาดมักทำให้พลาดโอกาส ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าการพลาดแม้แต่วันที่ดีที่สุดของตลาดเพียงไม่กี่วันก็สามารถลดผลตอบแทนโดยรวมลงได้อย่างมาก
ข้อควรพิจารณาทางจิตวิทยา
ทั้งการปรับฐานและภาวะตลาดขาลงล้วนเป็นการทดสอบจิตวิทยาของนักลงทุน ความกลัวที่จะขาดทุนอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม เช่น การขายแบบตื่นตระหนกหรือการเลิกลงทุนไปเลย การตระหนักรู้ถึงวัฏจักรของตลาดจะช่วยควบคุมปฏิกิริยาเหล่านี้ การวางแผนล่วงหน้าสำหรับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น การกันเงินสำรองฉุกเฉิน หรือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย จะช่วยให้นักลงทุนรู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้
มุมมองระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนที่มองการณ์ไกลมักจะปรับตัวได้ดีกว่าทั้งในช่วงที่ตลาดปรับตัวและตลาดขาลง แม้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นอาจสร้างความกังวลใจ แต่มักเป็นเพียงชั่วคราว การเลือกลงทุนให้สอดคล้องกับแผนการเงินส่วนบุคคล และการหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลัน เป็นวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้
การทำความเข้าใจความแตกต่างและการเตรียมพร้อมสำหรับทั้งสองสถานการณ์ ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนและวางตำแหน่งตัวเองเพื่อการฟื้นตัวและการเติบโตในที่สุด
คุณอาจสนใจสิ่งนี้ด้วย