Home » ฟอเร็กซ์ »

กรอบเวลาการซื้อขาย FX SWING และการตั้งค่าทั่วไป

ทำความเข้าใจกรอบเวลาและการตั้งค่าการซื้อขายสวิงที่สำคัญใน Forex

การเทรดแบบสวิง FX คืออะไร?

การเทรดแบบสวิง (Swing Trading) ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) เป็นกลยุทธ์การเทรดระยะกลางที่เทรดเดอร์มุ่งหวังที่จะใช้ประโยชน์จากการแกว่งตัวของราคาในตลาดสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากนักเก็งกำไรระยะสั้น (scalper) ที่จะถือสถานะเป็นนาที หรือเทรดเดอร์ระหว่างวัน (intraday traders) ที่เน้นการซื้อขายเป็นชั่วโมง เทรดเดอร์แบบสวิงมักจะเทรดเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2 ถึง 10 วันทำการ หรือบางครั้งอาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและแนวโน้มราคา

กลยุทธ์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถติดตามตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงสนใจที่จะใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาสกุลเงินเป็นระยะๆ การเทรดแบบสวิงผสมผสานการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในระดับหนึ่ง เพื่อกำหนดจุดเข้าและจุดออกที่เหมาะสมที่สุด เทรดเดอร์ต้องการ "สวิง" เข้าสู่แนวโน้มในขณะที่กำลังพัฒนาและออกจากสถานะก่อนที่โมเมนตัมจะจางหายไปหรือกลับทิศ

วิธีการนี้มุ่งหวังที่จะได้ประโยชน์จากสภาวะที่มีแนวโน้ม ซึ่งราคาทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (ในแนวโน้มขาขึ้น) หรือจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่า (ในแนวโน้มขาลง) กลยุทธ์นี้สามารถใช้ได้กับคู่สกุลเงินหลัก คู่สกุลเงินรอง และแม้แต่คู่สกุลเงินแปลกใหม่ แม้ว่าสภาพคล่องและความผันผวนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกคู่สกุลเงินที่จะซื้อขายก็ตาม

หลักการสำคัญของการเทรดแบบสวิง FX

  • ขอบเขตการเทรดระยะกลาง: สถานะจะถูกคงไว้เป็นเวลาสองสามวันถึงสองสามสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
  • การระบุแนวโน้ม: เทรดเดอร์มองหาแนวโน้มที่ชัดเจนเพื่อเข้าเทรดในช่วงพักตัว และออกเมื่อใกล้จุดสูงสุด/ต่ำสุดของสวิง
  • การบริหารความเสี่ยง: คำสั่ง Stop-loss และ Take-profit มีความสำคัญ เนื่องจากตลาดอาจกลับตัวได้ในช่วงข้ามคืนหรือช่วงสุดสัปดาห์
  • การเคลื่อนไหวของราคาและการยืนยัน: เทรดเดอร์มักรอการยืนยันรูปแบบการกลับตัวหรือสัญญาณการต่อเนื่องก่อนเข้าเทรด

การเทรดแบบสวิงสอดคล้องกับเทรดเดอร์ที่ต้องการรักษาสมดุลระหว่างภาระหน้าที่ในการทำงานและการมีส่วนร่วมในตลาดอย่างแข็งขัน ไม่จำเป็นต้องมีการเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เทรดเดอร์พาร์ทไทม์และเทรดเดอร์แบบ Position ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ข้อดีของการเทรดแบบ Swing Trading ใน FX

  • ใช้เวลาน้อยกว่าการเทรดแบบ Intraday
  • จับการเคลื่อนไหวของราคาได้กว้าง
  • จำนวนธุรกรรมที่น้อยลงช่วยลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับค่าสเปรดและค่าคอมมิชชั่น
  • สามารถนำไปใช้ได้โดยใช้ตารางการเทรดพาร์ทไทม์

อย่างไรก็ตาม การเทรดแบบ Swing Trading ยังคงต้องการวินัย การประเมินกลยุทธ์ และการควบคุมความเสี่ยง เนื่องจากช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างช่วงการซื้อขายและในช่วงที่มีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ การเลือกกรอบเวลาและการตั้งค่าที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

เทรดเดอร์สวิงใช้กรอบเวลาใด

เทรดเดอร์สวิงในตลาด Forex มักอาศัยกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจซื้อขาย กรอบเวลาเหล่านี้ถูกเลือกโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการลดสัญญาณรบกวนของตลาดและความชัดเจนของแนวโน้ม โดยทั่วไปแล้ว เทรดเดอร์สวิงจะใช้กรอบเวลาหลายกรอบเพื่อทำความเข้าใจแนวโน้มของตลาดในวงกว้างและปรับแต่งจุดเข้าและจุดออก

กรอบเวลาหลักสำหรับการเทรดสวิง FX

  • กราฟ 4 ชั่วโมง (H4): มักใช้เพื่อยืนยันสัญญาณและการตัดสินใจเข้า/ออกที่แม่นยำ
  • กราฟรายวัน (D1): กรอบเวลาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดสำหรับการเทรดสวิง แสดงแนวโน้มราคาและรูปแบบแท่งเทียนที่เชื่อถือได้
  • กราฟรายสัปดาห์ (W1): ช่วยให้เทรดเดอร์ระบุทิศทางแนวโน้มระยะยาวและโซนแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ

เทรดเดอร์สวิงที่ประสบความสำเร็จหลายคนใช้แนวทางจากบนลงล่าง:

  1. เริ่มต้นด้วยกราฟรายสัปดาห์เพื่อกำหนดแนวโน้มและกรอบแนวโน้มหลัก
  2. ไปที่กราฟรายวันเพื่อรับรู้รูปแบบ ระบุการย่อตัว และรูปแบบการทะลุที่อาจเกิดขึ้น
  3. ใช้กราฟ H4 หรือแม้แต่กราฟ H1 เพื่อการเข้าเทรดที่เหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาจากการยืนยันการเคลื่อนไหวของราคาหรือข้อตกลงของตัวบ่งชี้

ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์อาจสังเกตเห็นว่าคู่เงิน EUR/USD อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจนบนกราฟรายสัปดาห์ จากนั้นย่อตัวลงสู่โซนแนวรับในกราฟรายวัน จากนั้นมองหาแท่งเทียน Engulfing ที่เป็นขาขึ้นหรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดกันบนกราฟ H4 เพื่อเป็นสัญญาณในการเข้าซื้อ ตำแหน่ง

การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสม

แม้ว่ากราฟรายวันจะเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการเทรดแบบสวิง แต่การผสมผสานกรอบเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับสไตล์และความพร้อมของเทรดเดอร์ เทรดเดอร์ที่สามารถตรวจสอบตลาดได้มากกว่าวันละครั้งอาจต้องการการผสมผสานแบบ 4H/1H เพื่อการจัดการเทรดเชิงรุกมากขึ้น ในขณะที่เทรดเดอร์ที่เข้าถึงได้เฉพาะช่วงสิ้นวันอาจใช้กราฟรายสัปดาห์/รายวัน

การติดตามปฏิทินเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง: การจ้างงานนอกภาคเกษตร คำแถลงของธนาคารกลาง ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงแนวโน้มหรือทำให้การตั้งค่าไม่ถูกต้องได้ ดังนั้น การรวมความสัมพันธ์ของกรอบเวลาทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดที่มีความน่าจะเป็นต่ำ

เครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์กรอบเวลา

  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน/รายสัปดาห์)
  • การตัดกันของ MACD
  • การเบี่ยงเบนของ RSI ในกรอบเวลาหลายกรอบ
  • การกลับตัวของ Fibonacci จากการแกว่งตัวของกรอบเวลาสูง
  • รูปแบบการกลับตัวของแท่งเทียน

ไม่ว่าจะเลือกใช้เครื่องมือใด ความสม่ำเสมอในการวิเคราะห์กรอบเวลาเป็นสิ่งสำคัญ การผสมผสานกรอบเวลาโดยไม่สอดคล้องกันอาจทำให้เกิดสัญญาณที่ขัดแย้งและการตัดสินใจที่ผิดพลาด การยึดมั่นกับกระบวนการวิเคราะห์ที่มีโครงสร้างจะช่วยเพิ่มความคมชัดและความมั่นใจให้กับการตั้งค่าการเทรดแต่ละรายการที่กำลังพิจารณา

ตลาดฟอเร็กซ์ให้โอกาสในการทำกำไรจากความผันผวนของสกุลเงินทั่วโลกในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกันเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ ความผันผวนที่รุนแรง และผลกระทบจากข่าวเศรษฐกิจมหภาค สิ่งสำคัญคือการซื้อขายโดยใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจน การจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด และด้วยเงินทุนที่คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ

ตลาดฟอเร็กซ์ให้โอกาสในการทำกำไรจากความผันผวนของสกุลเงินทั่วโลกในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกันเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ ความผันผวนที่รุนแรง และผลกระทบจากข่าวเศรษฐกิจมหภาค สิ่งสำคัญคือการซื้อขายโดยใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจน การจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด และด้วยเงินทุนที่คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ

รูปแบบการซื้อขายแบบสวิงเทรดทั่วไปในตลาด FX

เทรดเดอร์แบบสวิงเทรด FX มักอาศัยรูปแบบการซื้อขายที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อระบุโอกาสในการเทรดที่ดี รูปแบบการซื้อขายเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การจับการเคลื่อนไหวของราคาภายในแนวโน้มปัจจุบัน การกลับตัวของแนวโน้ม หรือโซนแนวรับ/แนวต้านสำคัญ การพิจารณาความเสี่ยงต่อผลตอบแทนและความน่าจะเป็นของความสำเร็จมีบทบาทสำคัญว่ารูปแบบการซื้อขายนั้นสามารถเทรดได้หรือไม่

1. การย่อตัวและการคงแนวโน้ม

แนวโน้มปัจจุบันจะถูกขัดจังหวะชั่วคราวด้วยการย่อตัว ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าซื้อก่อนที่ราคาจะกลับมาอยู่ในทิศทางแนวโน้ม

ตัวอย่าง: ในแนวโน้มขาขึ้น ราคาจะย่อตัวกลับไปที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน หรือโซนแนวต้านก่อนหน้าที่เปลี่ยนเป็นแนวรับ รูปแบบแท่งเทียนขาขึ้น (เช่น Pin Bar, Bullish Engulfing) หรือ RSI Divergence อาจส่งสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง

  • จุดเข้า: ที่หรือใกล้กับจุดสิ้นสุดการย่อตัว (เช่น Fibonacci 61.8%)
  • จุดหยุด: ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของ Swing Low ล่าสุดเล็กน้อย
  • จุดออก: ใกล้จุดต่ำสุดของ Swing Low ก่อนหน้า หรือ Fibonacci Extension ถัดไป

2. การทะลุผ่านจากการรวมตัว

การตั้งค่านี้เกี่ยวข้องกับการเข้าสถานะทันทีที่ราคาทะลุผ่านช่วงการรวมตัวที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะมีปริมาณการซื้อขายหรือโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง

ตัวอย่าง: EUR/JPY ซื้อขายอยู่ในช่วงแนวนอน 100 pip หลังจากเคลื่อนไหวในแนวข้างมาหลายสัปดาห์ ราคาทะลุแนวต้านได้อย่างชัดเจน

  • จุดเข้า: แท่งเทียนทะลุแนวต้านปิดเหนือแนวต้าน
  • จุดหยุด: ต่ำกว่าช่วงทะลุหรือระดับหลอก
  • จุดออก: ช่วงที่คาดการณ์ไว้ถูกเพิ่มไปยังจุดทะลุ

3. การกลับตัวที่โซนทางเทคนิคสำคัญ

เทรดเดอร์คาดการณ์การกลับตัวเมื่อราคาไปถึงแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมักจะได้รับการยืนยันด้วยรูปแบบแท่งเทียนหรือโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์

ตัวอย่าง: GBP/USD เข้าใกล้ระดับแนวต้านรายสัปดาห์ซึ่งมีการกลับตัวหลายครั้ง ตัวบ่งชี้ Stochastic แสดงภาวะซื้อมากเกินไป และแท่งเทียนรูปดาวตกก่อตัวขึ้น

  • จุดเข้า: หลังจากแท่งเทียนกลับตัว
  • จุดหยุด: เหนือแนวต้าน
  • จุดออก: แนวรับก่อนหน้าหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

4. การตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

นี่คือสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มที่มองเห็นได้ เมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วตัดกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้ากว่า อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของแนวโน้ม

ตัวอย่าง: เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 เส้น ตัดผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 เส้น บนกราฟรายวันในช่วงแนวโน้มขาขึ้น

  • จุดเข้า: เมื่อราคาปิดตัวลงเมื่อแท่งเทียนตัดผ่าน
  • จุดหยุด: ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งเทียนตัดผ่าน
  • จุดออก: ผลตอบแทนจากความเสี่ยงหลายเท่า หรือกลับสู่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

5. การตั้งค่า Divergence

อินดิเคเตอร์โมเมนตัม เช่น RSI หรือ MACD ที่แสดง Divergence จากการเคลื่อนไหวของราคา มักใช้เพื่อป้องกันการหมดแนวโน้ม

ตัวอย่าง: ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ RSI ทำจุดสูงสุดที่ต่ำกว่า ภาวะ Bearish Divergence นี้อาจส่งสัญญาณถึงโอกาสในการกลับตัว

  • จุดเข้า: หลังจากการยืนยันภาวะขาลง (เช่น Double Top)
  • จุดหยุด: เหนือจุดสูงสุดล่าสุด
  • จุดออก: แนวรับสำคัญหรือโซนพักตัวก่อนหน้า

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับการผสมผสานการตั้งค่าทางเทคนิคที่แข็งแกร่งเข้ากับบริบททางเศรษฐกิจมหภาคและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย เทรดเดอร์ส่วนใหญ่รักษาอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนไว้ที่ 1:2 หรือดีกว่า และจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ 1-2% ของเงินทุนต่อสถานะ การทดสอบย้อนหลังและการทดสอบล่วงหน้ายังคงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะใช้การตั้งค่าสวิงใดๆ ในสภาวะตลาดจริง

ลงทุนตอนนี้ >>